Featured

นายด่านที่เปลี่ยนไป

   บทความฟุตบอลของลิเวอร์พูลโดย live22vip.net เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลผ่านเข้าไปถึงรองชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการผ่านทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมเป็นยอดทีมของพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงผ่านโรม่า ทีมฟอร์มแรงจากกัลโช่ เซเรีย อาเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของเจอร์เก้น คล็อปป์ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ที่สามารถพาทีม “หงส์แดง” ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดในปี 2005 ในยุคของราฟาเอล เบนิเตซ ซึ่งอันที่จริงพวกเขามีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ได้ด้วยซ้ำ เมื่อได้ประตูออกนำเรอัล มาดริด แชมป์เก่า 2 สมัยไปก่อนด้วย แต่แล้วก็เกิดจุดเปลี่ยนของเกมถึง 2 ครั้ง เมื่อโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกคนสำคัญของทีมมาได้รับบาดเจ็บจากการเข้าสกัดของเซร์คิโอ รามอส ปราการหลังตัวแสบของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ทำให้ดาวเตะทีมชาติอิยิปต์เล่นต่อไม่ไหว และถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไป ทำให้หลังจากนั้นมาเกมรุกของลิเวอร์พูลนั้นไปไม่เป็นเลยทีเดียว และจุดเปลี่ยนที่ 2 ก็คือความผิดพลาดของผู้รักษาประตูอย่างลอริส คาริอุส นายประตูรูปหล่อชาวเยอรมันนั่นเอง ซึ่งผิดพลาดในการออกบอลง่ายๆ ให้เพื่อนร่วมทีม แต่โดนคาริม เบนเซม่า โฉบไปยิงตีเสมอได้สำเร็จ ทำให้โฉมหน้าของเกมนั้นเปลี่ยนไปทันที รวมถึงมาพลาดรับกระฉอกในประตูที่ 3 ของเรอัล มาดริดอีกครั้ง ทำให้เกมนั้นจบลงอย่างสมสูรณ์ทันที

ด้วยความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งกับการชวดแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือว่าเป็นหนที่ 2 ของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันแล้ว ที่เข้าไปแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเขาเคยพาโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ เข้าไปพ่ายให้กับบาเยิร์น มิวนิคมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาลิเวอร์พูลมีการเสริมทัพอย่างมหาศาล รวมถึงตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วย ที่ได้ทำการปล่อยตัวลอริส คาริอุส ที่เป็นจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วไปให้กับเบซิคตัส ทีมดังของประเทศตุรกียืมตัวไปใช้งาน พร้อมออปชั่นในการขายขาดด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้นพวกเขาได้ไปทุ่มเงินถึง 70 ล้านยูโรคว้าตัวอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลของอาแอส โรม่า ในอิตาลีมาร่วมทีมแทน ซึ่งในฤดูกาลนี้นายประตูวัย 26 ปีได้แสดงให้เห็นในทันทีว่าทำไมเขาถึงมีค่าตัวมหาศาล และสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนของทีม กลายเป็นจุดแข็งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในฤดูกาลนี้ ซึ่งเขาช่วยเซฟประตูให้กับทีมได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้

Featured

บทพิสูจน์แรก

  บทความหงส์แดง โดย live22 หลังจากที่พวกเขาเปิดสนามถล่มเวสต์แฮม ยูไนเต็ดได้ 4-0 ตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล กระแสการเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์ของลิเวอร์พูลก็ถาโถมเข้าหาพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของทางเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสแปนิชก็ได้ผ่านบททดสอบแรกไปอย่างง่ายดาย ด้วยการบุกไปเอาชนะอาร์เซน่อลถึงถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม 2-0 แบบไม่ระคายมือนักด้วย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงรักษามาตรฐานเดิมไว้ได้ และยังเป็นตัวเต็งจ๋าที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลนี้อยู่ ส่วนทางลิเวอร์พูลยังไม่ได้เจอบททดสอบที่หนักหนาเหมือนอย่างทีม “เรือใบสีฟ้า” ด้วยซ้ำ และคงจะต้องรอให้พวกเขาไปเจอกับทีมที่แข็งขึ้น และไล่เลี่ยกับพวกเขา เช่นทีมในระดับท็อป 6 ด้วยกัน เพื่อที่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าลิเวอร์พูลจะผ่านไปได้เหมือนอย่างที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทำกับอาร์เซน่อลได้หรือไม่

ซึ่งโปรแกรมของลิเวอร์พูลนัดต่อไปที่จะเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่าลิเวอร์พูลชุดนี้จะดีจริง และจะเป็นของจริงหรือไม่ นั่นก็คือวันที่ 15 กันยายนที่พวกเขาจะต้องบุกไปเยือนท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งตอนแรกทีม “ไก่เดือยทอง” จะใช้นัดนี้เป็นแมตช์เปิดสนามใหม่ของพวกเขาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วสนามกลับสร้างเสร็จไม่ทันที่กำหนด ทำให้ต้องถูกเลื่อนออกไป และทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์จึงไปเช่าสนามเวมบลีย์ใช้แทนไปชั่วคราวก่อน ซึ่งสนามแห่งใหม่จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนธันวาคมเลยทีเดียว

การแข่งขันในนัดนี้จะเป็นบททดสอบชั้นดีของลิเวอร์พูลว่าเขาเป็นทีมที่ดีกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วจริงหรือไม่ เนื่องจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วลิเวอร์พูลต้องมาแพ้ให้ที่บ้านของสเปอร์ถึง 1-4 เลยทีเดียว ส่วนในตอนที่พบกันที่บ้านของลิเวอร์พูล ทีม “หงส์แดง” ก็ไม่สามารถเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ได้ โดยเสมอกันไปแบบสนุก 2-2 โดยมาเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม และโดนแฮร์รี่ เคนตามตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และตอนจบฤดูกาลพวกเขาก็มีคะแนนเป็นรองสเปอร์ด้วย ทำให้หลายๆ อย่าง เหมาะที่จะเป็นบทพิสูจน์ของลูกทีมเจอร์เก้น คล็อปป์อย่างยิ่ง เพราะตอนนั้นที่พวกเขายังไม่มีนักเตะอย่างอลิสซง เบ็คเกอร์ ฟาบินโญ่ เซอร์ดาน ชากิรี่ รวมไปถึงนาบี เกต้าด้วย ทำให้สภาพทีมของลิเวอร์พูลดูเปลี่ยนไปมาก แต่ทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนักเตะเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งสุดท้ายจะสามารถต้านทานความร้อนแรงของทีมเยือนได้หรือไม่ คงต้องมาดูกัน

 

Featured

แบ็คซ้ายที่หามานาน

  บทความวิเคราะห์ฟุตบอลจาก สล็อตออนไลน์ หลังจากที่หมดยุคของยอห์น อาร์เน่ ริเซ่ แบ็คซ้ายทีมชาตินอร์เวย์ไป ลิเวอร์พูลก็ขาดแบ็คซ้ายที่เล่นได้อย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งมันก็ผ่านมาแล้ว 1 ทศวรรษด้วยซ้ำ แต่ทีม “หงส์แดง” ก็พึ่งจะมาค้นพบแบ็คซ้ายที่จะเป็นตัวหลักของทีมในระยะยาวได้แล้ว ซึ่งก็คือแอนดรูว โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ที่พวกเขาไปดึงมาจากฮัลล์ ซิตี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยค่าตัวเพียง 8 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งน้อยมากๆ สำหรับการซื้อขายนักเตะแบบทุกวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้หลังจากที่ลิเวอร์พูลไม่มียอร์น อาร์เน่ ริเซ่เป็นตัวหลักในตำแหน่งแบ็คซ้าย พวกเขาก็ไปซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในตำแหน่งนี้หลายคนทีเดียว ซึ่งก็ล้วนแต่ไม่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น อย่างเช่นฟาบิโอ ออเรลิโอ แบ็คซ้ายชาวบราซิเลี่ยนที่พวกเขาไปดึงตัวมาจากบาเลนเซีย ในยุคของราฟาเอล เบนิเตซ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาก็เป็นโชเซ่ เอ็นริเก้ ดาวเตะชาวสเปนที่ไปดึงมาจากบีญาร์เรอัลเมื่อปี 2011 และต่อมาก็เป็นอัลแบร์โต้ โมเรโน่ แบ็คซ้ายความเร็วสูงจากเซบีญ่าด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ ซึ่งก็ยังอยู่ในทีมยุคปัจจุบันของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งชาวเยอรมันด้วย แต่ตอนนี้เขาต้องอยู่ในฐานะตัวสำรองของแอนดรูว โรเบิร์ตสันเท่านั้น

เมื่อฤดูกาลที่แล้วการมาของแอนดรูว โรเบิร์ตสันก็เริ่มต้นไม่ค่อยสวยนัก และมีปัญหาส่วนตัวด้วย ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับโอกาสให้ลงสนามมากนัก แต่หลังจากเคลียร์ปัญหากันได้เรียบร้อยแล้วก็กลับมาได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนช่วยให้ทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จด้วย ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะได้แค่รองแชมป์ก็ตาม แต่ว่าฟอร์มการเล่นของเขาก็ได้รับคำชมอย่างมากจากแฟนบอลลิเวอร์พูล ซึ่งฟอร์มการเล่นของเขายังดีมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมา และสามารถยืดตำแหน่งตัวจริงในถิ่นแอนฟิลด์ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และผลักให้อัลแบร์โต้ โมเรโน่ต้องลงไปนั่งเป็นตัวสำรองเท่านั้น ซึ่งอนาคตของแอนดรูว โรเบิร์ตสันยังมีอีกยาวไกล เมื่อปีนี้เขาพึ่งจะอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น หากเจอร์เก้น คล็อปป์ยังทำทีมลิเวอร์พูลแบบนี้ต่อไป เขาอาจจะกลายเป็นแบ็คซ้ายอันดับต้นๆ ของยุโรปก็เป็นได้ ซึ่งต้องอยู่ที่ว่าเขาจะสามารถรักษาฟอร์มเก่งแบบนี้ไปได้ตลอดอาชีพหรือไม่

Featured

ความกดดันที่ถาโถม

    จากการที่ใช้เงินซื้อตัวนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมไปกว่า 175 ล้านปอนด์ ทำให้ลิเวอร์พูลถูกมองว่าจะเป็นผู้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป็ป กวาดิโอล่าในฤดูกาลนี้ โดยเริ่มมีการโจมตีกันผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ บ้างแล้ว โดยโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ออกมาตอบถึงประเด็นนี้ว่าการใช้เงินไปเท่านี้ทำให้ลิเวอร์พูลต้องมีแชมป์ติดมือบ้างแล้วในฤดูกาลนี้ ซึ่งเหมือนเป็นการโยนความกดดันมาให้ทางฝั่งของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของลิเวอร์พูลอย่างเต็มเหนี่ยว และคาดว่าพวกเขาจะต้องโดนการโจมตีแบบนี้ไปตลอดทั้งฤดูกาลอย่างแน่นอน ซึ่งพวกเขาต้องเตรียมรับแรงกดดันนี้ให้ได้ ถ้าหากอยากที่จะประสบความสำเร็จในบั้นปลายฤดูกาลนี้

ลิเวอร์พูลซื้อตัวในซัมเมอร์นี้ได้อย่างเข้าตา และได้รับคำชมจากนักวิจารย์ทั้งหลายแหล่ว่าซื้อตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการเพิ่มจุดแข็ง และปิดจุดอ่อนเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ด้วย ซึ่งพวกเขาตกลงคว้าตัวนาบี เกต้า กองกลางตัวเก่งจากไลป์ซิกในเยอรมันได้ตั้งแต่ปีก่อนแล้วด้วยค่าตัวเกือบ 60 ล้านปอนด์ และหลังจากปิดฤดูกาลก็คว้าฟาบินโญ่ กองกลางตัวตัดเกมมาจากโมนาโก้ด้วยราคา 40 ล้านปอนด์ และตามมาด้วยเซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกร่างเล็กทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์จากสโต๊ค ซิตี้ในราคาสุดถูกเพียง 13 ล้านปอนด์เท่านั้น และอลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกในตำแหน่งผู้รักษาประตูถึงเกือบ 70 ล้านปอนด์ นี่ยังไม่รวมเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ที่ซื้อมาจากเซาต์แธมตันด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์อีกราย ซึ่งถือว่าเป็นปราการหลังที่แพงที่สุดในโลก ณ เวลานี้อีกด้วย ซึ่งหากนับรวมเข้าด้วยกันก็จะมียอดสูงถึง 250 ล้านปอนด์เลยทีเดียว และหากดีลการคว้าตัวของนาบี เฟคีร์ ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศสของโอลิมปิก ลียงไม่ล่มไปเสียก่อน พวกเขาจะใช้เงินไปถึง 300 ล้านปอนด์ในปีนี้เลยทีเดียว

แน่นอนว่าทีมอื่นคงอิจฉาการใช้เงินของลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่มันก็เหมือนกับดาบสองคม ที่อาจจะกลับมาทิ่มแทงพวกเขาได้ หากไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยในฤดูกาลนี้ เพราะบรรดาสื่อต่างๆ คงกลับมาเล่นประเด็นการใช้เงินนี้อย่างแน่นอนในช่วงปิดฤดูกาล และงานก็จะไปเข้าเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งของทีมด้วยที่ทำทีมที่ใช้เงินไปเยอะไม่ประสบความสำเร็จ

บทความโดย 918kiss

 

‘ซาล่าห์’ ที่เริ่มกลายร่าง

    ในโลกแห่งฟุตบอลยุคปัจจุบัน มีนักเตะอยู่เพียง 2 คนเท่านั้นที่ถูกยกให้เป็นสุดยอดดาวเตะของโลกในเวลานี้ ซึ่งก็คือลิโอเนล เมสซี่ ยอดเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติอาร์เจนติน่าของสโมสรบาร์เซโลน่า และอีกคนก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงกัปตันทีมชาติโปรตุเกสที่ย้ายจากเรอัล มาดริดไปร่วมทีมยูเวนตุสเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยสถิติการถล่มประตูในแต่ละฤดูกาล รวมถึงการแก่งแย่งกันคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในแต่ละปี รวมถึงรางวัลอันทรงเกียรติอย่างบัลลง ดอร์ พวกเขาก็คว้ากันมาแล้วคนละ 5 สมัย ทำให้ถูกยกให้เป็นนักเตะหมายเลข 1 ของโลกร่วมกัน โดยที่นักเตะคนอื่นๆ นั้นยังถูกมองว่าอยู่คนละระดับกับทั้ง 2 คนนี้ แม้แต่เนย์มาร์ ยอดดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นได้

แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกทีมชาติอิยิปต์ที่ย้ายจากโรม่า มาร่วมทีมลิเวอร์พูล และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด ด้วยถล่มไปถึง 44 ประตูจากทุกรายการ ทำให้ดาวเตะวัย 26 ปีรายนี้ถูกแฟนบอลทีม “หงส์แดง” ยกระดับไปให้มีความเทียบเท่ากับลิโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้เลยทีเดียว ซึ่งผลงานเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็ถือว่าสุดยอดจริงๆ ทั้งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม และดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีก แต่มันก็เป็นเพียงแค่ฤดูกาลแรกของเขาเท่านั้น ส่วน 2 ดาวเตะชื่อก้องโลกนั้นทำในลักษณะนี้มาทุกฤดูกาล ทำให้แฟนบอลของทีมอื่นๆ นั้นยังไม่เห็นด้วยกับการยกระดับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ขึ้นไปเทียบเท่ากับจอมถล่มประตู 2 รายนั้นเท่าไหร่นัก และในช่วงเปิดฤดูกาลที่ผ่านมาผลงานของเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าที่นักด้วย เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของความฟิต และอาการบาดเจ็บที่รบกวนมาตั้งแต่ช่วงฟุตบอลโลก ที่ฝืนลงช่วยทีมชาติอิยิปต์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ผลงานนั้นไม่เปรี้ยงเหมือนฤดูกาลที่แล้ว

แต่ในช่วงหลังมานี้ ฟอร์มการเล่นของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เริ่มกลับมาเข้าที่อีกครั้ง และมีแนวโน้มทที่จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้วอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เขาได้ก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกแล้วด้วย เมื่อล่าสุดเขาสามารถทำแฮตทริคแรกของฤดูกาลได้สำเร็จ ซึ่งหากว่าผลงานของเขายังสุดยอดแบบนี้ต่อไป ก็อาจจะทำให้แฟนบอลทีมอื่นยากที่จะปฏิเสธความสุดยอดของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นยอดดาวเตะของโลกคนต่อไป

การหายไปของฟาบินโญ่

            ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ ทำการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีม 4 รายในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วยนาบี เกต้า กองกลางชาวกินีมาจากอาเบ ไลป์ซิกในเยอรมัน ซึ่งเป็นดีลที่ตกลงกันได้มาเป็นปีแล้ว ต่อมาคือฟ%

จัดได้ 2 ทีม

    หลังจากที่ลิเวอร์พูลทำการเสริมทัพได้อย่างน่าสนใจในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทันที รวมถึงยังยกระดับทั้งตัวจริง และตัวสำรองของทีมด้วย ทำให้คุณภาพของทีมสูงขึ้นไปด้วย จนทำให้ตอนนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือวัย 51 ปีของลิเวอร์พูลมีผู้เล่นคุณภาพที่สามารถจัดทีมให้ดูดีได้ถึง 2 ทีมเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติของทีมใหญ่ และทีมที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เหมือนอย่างที่เรอัล มาดริด และยูเวนตุสมีผู้เล่นที่จัดทีมดีๆ ได้ 2 ทีมตลอดหลายๆ ปีที่ผ่านมานั่นเอง

หากเอา 11 ผู้เล่นในนัดแรกที่เจอร์เก้น คล็อปป์จัดทีมลงสนามในพรีเมียร์ลีกที่พบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเป็นหลัก ที่มีอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลยืนเฝ้าเสา แผงหลังแบ็คขวาเป็นเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แบ็คซ้ายแอนดรูว โรเบิร์ตสัน คู่ปราการหลังตัวกลางเป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ จับคู่กับโจ โกเมซ แดนกลางสามคนประกอบด้วยเจมส์ มิลเนอร์ นาบี เกต้า และจอร์จิโญ่ ไวจ์นัลดุม ที่เล่นกันได้อย่างลงตัว และสามประสานในแดนหน้าก็คือซาดิโอ มาเน่ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์นั่นเอง

ส่วน 11 ตัวจริงอีกชุดที่พวกเขาสามารถจัดทีมได้ก็คือมีลอริส คาริอุส นายประตูเยอรมันเฝ้าเสา แบ็คขวาเป็นนาธาเนี่ยล ไคลน์ แบ็คซ้ายเป็นอัลเบร์โต้ โมเรโน่ ปราการหลังตัวกลางคือเดยาน ลอฟเรน และโจเอล มาติป ส่วนกองกลาง 3 คนมีอดัม ลัลลาน่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และฟาบินโญ่ ส่วนแดนหน้ามีโดมินิก โซลันกี้ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และเซอร์ดาน ชากิรี่ ซึ่งก็ถือว่าดูดีบนหน้ากระดาษทีเดียวสำหรับรายชื่อผู้เล่นชุด 2 ของลิเวอร์พูล แต่เวลาลงแข่งจริงจะเวิร์คหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถือว่าเป็นการสะสมนักเตะฝีเท้าดีให้อยู่กับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม และเท่ากับว่าพวกเขามีตัวผู้เล่นหมุนเวียนได้อย่างเพียงพอ และคุณภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้เล่นตัวจริงมากด้วย ซึ่งทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ จะสามารถจัดทีมลงสนามในแต่ละนัดได้อย่างสะดวก และไม่ต้องกังวลถึงคุณภาพนักเตะตัวสำรองมากนัก ปัญหาที่อาจจะมีเล็กน้อยก็คือความมั่นใจของผู้รักษาประตูสำรองอย่างลอริส คาริอุสซึ่งต้องดูว่าเขาจะกลับมามีความมั่นใจอีกครั้งได้หรือไม่ หลังจากที่ไปพลาดอย่างใหญ่หลวงมาในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่แฟนบอลลิเวอร์พูลก็ยังดูให้การต้อนรับ และให้กำลังใจเขาเป็นอย่างดี

ห้องเครื่องคนใหม่

    หลังจากที่หมดยุคของสตีเว่น เจอร์ราร์ด กองกลางระดับตำนานของสโมสร รวมถึงเป็นขวัญใจของแฟนบอลลิเวอร์พูลไปแล้วในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ปล่อยตัวเขาออกจากทีมให้ไปค้าแข้งในสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นลิเวอร์พูลก็ขาดห้องเครื่องในตำแหน่งหมายเลข 8 มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีการซื้อจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์มาจากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้เลย รวมถึงจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่พยายามจะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมด้วย แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เจอร์ราร์ดทำมาตลอดอาชีพค้าแข้งของเขา จนกระทั่งการมาของนาบี เกต้า กองกลางชาวกินีที่ลิเวอร์พูลไปจองตัวไว้มาตั้งแต่ช่วงฤดูกาลที่แล้ว ด้วยเงื่อนไขต่างๆ แล้วที่พวกเขาต้องจ่ายให้กับไลป์ซิกถึง 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากทีเดียว แถมยังไม่ได้ใช้งานโดยทันทีด้วย

แต่พอได้เห็นฟอร์มของกองกลางหมายเลข 8 คนใหม่ของทีม “หงส์แดง” แล้วต้องบอกได้เลยว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป และต้องรอเวลาในการใช้งานกว่า 1 ปีเป็นอย่างมาก ซึ่งนาบี เกต้า สามารถเล่นได้ครบเครื่องในตำแหน่งกองกลางเป็นอย่างมาก ทั้งการรุก และการตัดเกมในขณะที่เป็นฝ่ายรับด้วย ซึ่งเขามีสถิติที่เป็นอันดับต้นๆ แทบทุกอย่างที่สำคัญในตำแหน่งแดนกลางในศึกบุนเดสลีก้าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทั้งการส่งบอล การเลี้ยง การเข้าสกัด และการตัดบอล เขามีสถิติอยู่ในลำดับต้นๆ ของลีกเมืองเบียร์ทุกอย่าง ซึ่งถือว่ามีความครบเครื่องเป็นอย่างมาก ทำให้ฤดูกาลนี้เขาถูกมองว่าจะเข้ามาเป็นกองกลางตัวเลือกอันดับแรกของเจอร์เก้น คล็อปป์ในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าคู่แข่งในแดนกลางในถิ่นแอนฟิลด์จะมีมากก็ตาม ทั้งเจมส์ มิลเนอร์ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน อดัม ลัลลาน่า และนักเตะใหม่อย่างฟาบินโญ่ด้วย นี่ยังไม่รวมถึงอเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลนที่เจ็บยาวอีกด้วย  ซึ่งความครบเครื่องของเขาทำให้โอกาสในการถูกส่งลงสนามมีมากที่สุด เพราะนักเตะในแดนกลางส่วนใหญ่ในระยะหลังจะต้องมีจุดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรุก หรือรับก็ตาม แต่ว่ากองกลางตัวใหม่วัย 23 ปีกลับทำได้ดีทั้ง 2 มิติ ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่อเกมของลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก ซึ่งเขามีทั้งความเร็ว และความแข็งแกร่งด้วย ทำให้สามารถเล่นในพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบาย ตอนนี้ติดแค่เรื่องภาษาของเขาเท่านั้นที่ยังไม่ชำนาญภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่

 

ความสำคัญของฟาน ไดจค์

    ตั้งแต่ที่ลิเวอร์พูลมีข่าวให้ความสนใจเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปรากรหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์จากเซาต์แธมตันในช่วงต้นปีที่แล้ว แฟนบอลหลายคนยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยด้วยซ้ำว่าทำไมจะต้องเป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์เท่านั้น เนื่องจากหลังจากที่ลิเวอร์พูลล้มเหลวที่จะได้ตัวดาวเตะวัย 27 ปีในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ทางเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของทีมก็ไม่ได้ไปหาเป้าหมายใหม่แต่อย่างใด แต่ยังคงเฝ้ารอการมาของดาวเตะรายนี้อยู่เสมอ และสุดท้ายเขาก็ได้ตัวมาร่วมทีมเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งลิเวอร์พูลต้องเสียค่าตัวให้กับทีม “นักบุญ” ถึง 75 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งกลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกทันที

แต่แล้วการมาของเขาก็ตอบคำถามทุกอย่างว่าทำไมเจอร์เก้น คล็อปป์ถึงอยากได้ตัวเขามาร่วมทีมมาก ซึ่งดูจากผลงานในสนามของลิเวอร์พูลก็จะได้คำตอบเป็นอย่างดี รวมถึงสถิติการเสียประตูที่น้อยลงมากด้วย ซึ่งหากดูให้ดีจะเห็นว่าสถิติการเสียประตูในบ้านของลิเวอร์พูลน้อยลงมาก และแทบไม่เสียเลยด้วยซ้ำ โดยประตูสุดท้ายที่พวกเขาเสียให้กับคู่ต่อสู้ในเกมลีกก็คือการเสียประตูตีไข่แตกให้กับไมเคิ่ล อันโตนิโอ กองกลางของเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งวันนั้นพวกเขาก็เอาชนะไปได้ 4-1 ซึ่งก็ผ่านมา 6 เดือนแล้ว จนถึงบัดนี้เขาก็ไม่เสียประตูในถิ่นแอนฟิลด์ในเกมลีกอีกเลย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าการมาของเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ทำให้แผงหลังของลิเวอร์พูลยกระดับขึ้นมาเป็นกองหลังที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ก็ยังเป็นนักเตะเดิมๆ จากที่เคยรั่วกันมาก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ

ฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นฤดูกาลที่สำคัญสำหรับลิเวอร์พูลมาก เพราะเขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลนี้ โดยเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์จะต้องจับคู่กับเดยาน ลอฟเรน กองหลังทีมชาติโครเอเชียเป็นหลัก โดยมีโจเอล มาติป เป็นสำรอง และมีโจ โกเมซที่เหมือนจะพัฒนาขึ้นมาจากฤดูกาลที่แล้วเป็นตัวสอดแทรก ส่วนราดย่า คลาวาน ที่คุณภาพไม่ถึงนั้นก็ได้ถูกปล่อยตัวไปให้ทีมในอิตาลีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหมือนเป็นการกำจัดจุดอ่อนออกจากทีมไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ผู้เล่นที่กุนซือชาวเยอรมันสามารถเลือกใช้งานได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจแล้ว แต่ยังไงก็ตามในตำแหน่งกองหลังคงจะต้องมีเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังวัย 27 ปียืนเป็นตัวหลักในฤดูกาลนี้

เครื่องร้อนเร็ว

    “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันเป็นทีมที่มีคิวเกมอุ่นเครื่องมากที่สุดในช่วงพรีซีซั่นนี้ ซึ่งมีถึง 9 นัดด้วยกัน ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับการพรีซีซั่นในช่วงเวลประมาณ 1 เดือนเท่านั้น แต่คล็อปป์ก็ทำงานอย่างหนักในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา หลังจากที่พลาดท่าพ่ายให้กับเรอัล มาดริดไป 1-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นเขาก็เริ่มดำเนินแผนการสำหรับการเตรียมทีมเพื่อฤดูกาลนี้ทันที โดยพวกเขาเริ่มดำเนินการซื้อนักเตะทั้งนาบี เกต้าที่ตกลงได้มานานแล้ว และฟาบินโญ่ที่ได้มาหลังปิดฤดูกาลไม่นาน ทำให้พวกเขามีเวลาปรับตัวกับทีมในช่วงพรีซีซั่นที่เริ่มกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคม แล้วก็เสริมด้วยเซอร์ดาน ชากิรี่ กับอลิสซง เบ็คเกอร์ในช่วงกลางเดือน ทำให้พวกเขามีทีมที่พร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ตั้งแต่ตอนนั้น และหลังจากนั้นเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ค่อยๆ หมุนเวียนนักเตะที่กลับมาจากบอลโลกลงสนามไปเรียกความฟิต จนกลายมาเป็นทีมที่จะได้เป็นตัวจริงในช่วงเปิดฤดูกาล ที่ได้ลงสนามในช่วงอุ่นเครื่องเกมท้าย และผลของการอุ่นเครื่องลิเวอร์พูลก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในเรื่องของผลการแข่งขันที่ออกมา และรูปเกมที่มีแบบแผน รวมถึงนักเตะใหม่ที่ซื้อเข้ามาก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบของเจอร์เก้น คล็อปป์ได้อย่างรวดเร็วด้วย ทำให้พวกเขาเหมือนเครื่องร้อนตั้งแต่ยังไม่ออกสตาร์ตฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเลยด้วยซ้ำ

ปีนี้ลิเวอร์พูลถูกมอง และถูกคาดหวังจากสื่อต่างๆ ว่าพวกเขาจะเป็นคู่แข่งในการเบียดแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วในระยะยาวได้ เนื่องจากการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยม และผลงานการพบกันเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ทำได้ดีกว่าทีม “เรือใบสีฟ้า” ของเป็ป กวาดิโอล่าด้วย แถมพวกเขายังมีขุมกำลังสำรองที่ดีกว่าฤดูกาลที่แล้วอีกด้วย น่าจะทำให้พวกเขามีทีเด็ดมากขึ้นบนม้านั่งสำรอง ทั้งเซอร์ดาน ชากิรี่ ที่สามารถลงสลับกับ 3 ประสานในแดนหน้าได้อย่างไม่เก้อเขิน และดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ฤดูกาลนี้เขามีสภาพร่างกายในช่วงของการพรีซีซั่นที่ดีมาก และหากฤดูกาลนี้ไม่เจ็บไปเสียก่อน เขาน่าจะเป็นไพ่อีกใบหนึ่งของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว แต่ทว่าทีมที่จะประสบความสำเร็จมันมักไม่ใช่ทีมที่เครื่องร้อนเร็วแล้วมาแผ่วตอนปลาย แต่ก็ถือว่ามันเป็นเรื่องที่ได้เปรียบหากพวกเขารักษาเครื่องให้ร้อนได้แบบนี้ตลอดทั้งฤดูกาล

3 ประสาน

    ลิเวอร์พูลในยุคการคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ได้รับการยอมรับว่ามีการเล่นดุดัน และเล่นเกมเพรสซิ่งได้ดี จนมีชื่อเรียกแท็คติกนี้ว่า “เจอร์เก้น เพรสซิ่ง” และมีเกมรุกที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงพยายามบุกเอาประตูอยู่ตลอดเวลา ทำให้นักเตะในเกมรุกมีผลงานที่ดีแทบทุกคน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนแบบบาร์เซโลน่า ในยุคของ MSN ที่มี 3 ประสานเป็นลิโอเนล เมสซี่ หลุยส์ ซัวเรซ และเนย์มาร์ หรือเรอัล มาดริดในยุคที่มี BBC ที่มีคาริม เบนเซม่า แกเร็ธ เบล และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ 3 ประสานในแดนหน้านั้นจะมีสถิติการยิงประตูที่สุดยอดทุกคน โดยลิเวอร์พูลในยุคนี้ก็มี 3 ประสานแบบนั้นเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วยโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ซึ่งพึ่งได้มาเล่นร่วมกันเมื่อฤดูกาลที่แล้วเท่านั้น แต่กลับเล่นกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ และทำผลงานได้ดีทุกคน โดยเฉพาะโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ปีกทีมชาติอิยิปต์ ที่พึ่งย้ายมาจากโรม่าเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว แต่กลับยกระดับตัวเองขึ้นมายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ประหนึ่งอยู่ในระดับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือลิโอเนล เมสซี่อย่างไงอย่างงั้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์ ในการซื้อนักเตะทั้ง 3 รายเข้ามาเล่นร่วมกัน

เมื่อฤดูกาลที่แล้วที่ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะจบอันดับที่ 4 ของตาราง แต่ว่าพวกเขาเป็นทีมที่สามารถทำประตูได้เป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก โดยทำได้ถึง 84 ประตู และเป็นรองเพียงทีมแชมป์สายโหดอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำไปได้ถึง 106 ประตูเพียงทีมเยวเท่านั้น และสถิติของนักเตะในแดนหน้าของลิเวอร์พูลก็ยอดเยี่ยมทุกคน โดยโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ทำไปได้ 27 ประตูกับอีก 16 แอสซิสต์ ซาดิโอ มาเน่ 20 ประตู 9 แอสซิสต์ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ทำไป 44 ประตูกับอีก 14 แอสซิสต์ ซึ่งรวมกันแล้วเฉพาะ 3 ประสานนี้พวกขาก็ถล่มประตูให้ทีมไปแล้วถึง 91 ประตูเลยทีเดียวจากการแข่งขันในทุกรายการ ซึ่งถือว่าโหดที่สุดใน่พรีเมียร์ลีกแล้ว หากนับเฉพาะ 3 ประสานในแดนหน้าเท่านั้น

ฤดูกาลที่จะถึงนี้หากว่าลิเวอร์พูลอยากที่จะประสบความสำเร็จในฟุตบอลรายการใดรายการหนึ่ง ก็ต้องหวังให้ 3 ดาวยิงนี้ไม่บาดเจ็บล้มตายกันไปเสียก่อน และต้องไม่มีใครที่บาดเจ็บในระยะยาวด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีใครเจ็บไป พวกเขาก็ยังมีเซอร์ดาน ชากิรี่ ที่พร้อมจะมาหมุนเวียนในแดนหน้าอยู่แล้ว