Featured

ความกดดันที่ถาโถม

    จากการที่ใช้เงินซื้อตัวนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมไปกว่า 175 ล้านปอนด์ ทำให้ลิเวอร์พูลถูกมองว่าจะเป็นผู้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป็ป กวาดิโอล่าในฤดูกาลนี้ โดยเริ่มมีการโจมตีกันผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ บ้างแล้ว โดยโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ออกมาตอบถึงประเด็นนี้ว่าการใช้เงินไปเท่านี้ทำให้ลิเวอร์พูลต้องมีแชมป์ติดมือบ้างแล้วในฤดูกาลนี้ ซึ่งเหมือนเป็นการโยนความกดดันมาให้ทางฝั่งของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของลิเวอร์พูลอย่างเต็มเหนี่ยว และคาดว่าพวกเขาจะต้องโดนการโจมตีแบบนี้ไปตลอดทั้งฤดูกาลอย่างแน่นอน ซึ่งพวกเขาต้องเตรียมรับแรงกดดันนี้ให้ได้ ถ้าหากอยากที่จะประสบความสำเร็จในบั้นปลายฤดูกาลนี้

ลิเวอร์พูลซื้อตัวในซัมเมอร์นี้ได้อย่างเข้าตา และได้รับคำชมจากนักวิจารย์ทั้งหลายแหล่ว่าซื้อตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการเพิ่มจุดแข็ง และปิดจุดอ่อนเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ด้วย ซึ่งพวกเขาตกลงคว้าตัวนาบี เกต้า กองกลางตัวเก่งจากไลป์ซิกในเยอรมันได้ตั้งแต่ปีก่อนแล้วด้วยค่าตัวเกือบ 60 ล้านปอนด์ และหลังจากปิดฤดูกาลก็คว้าฟาบินโญ่ กองกลางตัวตัดเกมมาจากโมนาโก้ด้วยราคา 40 ล้านปอนด์ และตามมาด้วยเซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกร่างเล็กทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์จากสโต๊ค ซิตี้ในราคาสุดถูกเพียง 13 ล้านปอนด์เท่านั้น และอลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกในตำแหน่งผู้รักษาประตูถึงเกือบ 70 ล้านปอนด์ นี่ยังไม่รวมเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ที่ซื้อมาจากเซาต์แธมตันด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์อีกราย ซึ่งถือว่าเป็นปราการหลังที่แพงที่สุดในโลก ณ เวลานี้อีกด้วย ซึ่งหากนับรวมเข้าด้วยกันก็จะมียอดสูงถึง 250 ล้านปอนด์เลยทีเดียว และหากดีลการคว้าตัวของนาบี เฟคีร์ ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศสของโอลิมปิก ลียงไม่ล่มไปเสียก่อน พวกเขาจะใช้เงินไปถึง 300 ล้านปอนด์ในปีนี้เลยทีเดียว

แน่นอนว่าทีมอื่นคงอิจฉาการใช้เงินของลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่มันก็เหมือนกับดาบสองคม ที่อาจจะกลับมาทิ่มแทงพวกเขาได้ หากไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยในฤดูกาลนี้ เพราะบรรดาสื่อต่างๆ คงกลับมาเล่นประเด็นการใช้เงินนี้อย่างแน่นอนในช่วงปิดฤดูกาล และงานก็จะไปเข้าเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งของทีมด้วยที่ทำทีมที่ใช้เงินไปเยอะไม่ประสบความสำเร็จ

บทความโดย 918kiss

 

เครื่องร้อนเร็ว

    “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันเป็นทีมที่มีคิวเกมอุ่นเครื่องมากที่สุดในช่วงพรีซีซั่นนี้ ซึ่งมีถึง 9 นัดด้วยกัน ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับการพรีซีซั่นในช่วงเวลประมาณ 1 เดือนเท่านั้น แต่คล็อปป์ก็ทำงานอย่างหนักในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา หลังจากที่พลาดท่าพ่ายให้กับเรอัล มาดริดไป 1-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นเขาก็เริ่มดำเนินแผนการสำหรับการเตรียมทีมเพื่อฤดูกาลนี้ทันที โดยพวกเขาเริ่มดำเนินการซื้อนักเตะทั้งนาบี เกต้าที่ตกลงได้มานานแล้ว และฟาบินโญ่ที่ได้มาหลังปิดฤดูกาลไม่นาน ทำให้พวกเขามีเวลาปรับตัวกับทีมในช่วงพรีซีซั่นที่เริ่มกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคม แล้วก็เสริมด้วยเซอร์ดาน ชากิรี่ กับอลิสซง เบ็คเกอร์ในช่วงกลางเดือน ทำให้พวกเขามีทีมที่พร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ตั้งแต่ตอนนั้น และหลังจากนั้นเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ค่อยๆ หมุนเวียนนักเตะที่กลับมาจากบอลโลกลงสนามไปเรียกความฟิต จนกลายมาเป็นทีมที่จะได้เป็นตัวจริงในช่วงเปิดฤดูกาล ที่ได้ลงสนามในช่วงอุ่นเครื่องเกมท้าย และผลของการอุ่นเครื่องลิเวอร์พูลก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในเรื่องของผลการแข่งขันที่ออกมา และรูปเกมที่มีแบบแผน รวมถึงนักเตะใหม่ที่ซื้อเข้ามาก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบของเจอร์เก้น คล็อปป์ได้อย่างรวดเร็วด้วย ทำให้พวกเขาเหมือนเครื่องร้อนตั้งแต่ยังไม่ออกสตาร์ตฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเลยด้วยซ้ำ

ปีนี้ลิเวอร์พูลถูกมอง และถูกคาดหวังจากสื่อต่างๆ ว่าพวกเขาจะเป็นคู่แข่งในการเบียดแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วในระยะยาวได้ เนื่องจากการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยม และผลงานการพบกันเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ทำได้ดีกว่าทีม “เรือใบสีฟ้า” ของเป็ป กวาดิโอล่าด้วย แถมพวกเขายังมีขุมกำลังสำรองที่ดีกว่าฤดูกาลที่แล้วอีกด้วย น่าจะทำให้พวกเขามีทีเด็ดมากขึ้นบนม้านั่งสำรอง ทั้งเซอร์ดาน ชากิรี่ ที่สามารถลงสลับกับ 3 ประสานในแดนหน้าได้อย่างไม่เก้อเขิน และดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ฤดูกาลนี้เขามีสภาพร่างกายในช่วงของการพรีซีซั่นที่ดีมาก และหากฤดูกาลนี้ไม่เจ็บไปเสียก่อน เขาน่าจะเป็นไพ่อีกใบหนึ่งของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว แต่ทว่าทีมที่จะประสบความสำเร็จมันมักไม่ใช่ทีมที่เครื่องร้อนเร็วแล้วมาแผ่วตอนปลาย แต่ก็ถือว่ามันเป็นเรื่องที่ได้เปรียบหากพวกเขารักษาเครื่องให้ร้อนได้แบบนี้ตลอดทั้งฤดูกาล

3 ประสาน

    ลิเวอร์พูลในยุคการคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ได้รับการยอมรับว่ามีการเล่นดุดัน และเล่นเกมเพรสซิ่งได้ดี จนมีชื่อเรียกแท็คติกนี้ว่า “เจอร์เก้น เพรสซิ่ง” และมีเกมรุกที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงพยายามบุกเอาประตูอยู่ตลอดเวลา ทำให้นักเตะในเกมรุกมีผลงานที่ดีแทบทุกคน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนแบบบาร์เซโลน่า ในยุคของ MSN ที่มี 3 ประสานเป็นลิโอเนล เมสซี่ หลุยส์ ซัวเรซ และเนย์มาร์ หรือเรอัล มาดริดในยุคที่มี BBC ที่มีคาริม เบนเซม่า แกเร็ธ เบล และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ 3 ประสานในแดนหน้านั้นจะมีสถิติการยิงประตูที่สุดยอดทุกคน โดยลิเวอร์พูลในยุคนี้ก็มี 3 ประสานแบบนั้นเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วยโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ซึ่งพึ่งได้มาเล่นร่วมกันเมื่อฤดูกาลที่แล้วเท่านั้น แต่กลับเล่นกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ และทำผลงานได้ดีทุกคน โดยเฉพาะโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ปีกทีมชาติอิยิปต์ ที่พึ่งย้ายมาจากโรม่าเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว แต่กลับยกระดับตัวเองขึ้นมายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ประหนึ่งอยู่ในระดับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือลิโอเนล เมสซี่อย่างไงอย่างงั้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์ ในการซื้อนักเตะทั้ง 3 รายเข้ามาเล่นร่วมกัน

เมื่อฤดูกาลที่แล้วที่ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะจบอันดับที่ 4 ของตาราง แต่ว่าพวกเขาเป็นทีมที่สามารถทำประตูได้เป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก โดยทำได้ถึง 84 ประตู และเป็นรองเพียงทีมแชมป์สายโหดอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำไปได้ถึง 106 ประตูเพียงทีมเยวเท่านั้น และสถิติของนักเตะในแดนหน้าของลิเวอร์พูลก็ยอดเยี่ยมทุกคน โดยโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ทำไปได้ 27 ประตูกับอีก 16 แอสซิสต์ ซาดิโอ มาเน่ 20 ประตู 9 แอสซิสต์ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ทำไป 44 ประตูกับอีก 14 แอสซิสต์ ซึ่งรวมกันแล้วเฉพาะ 3 ประสานนี้พวกขาก็ถล่มประตูให้ทีมไปแล้วถึง 91 ประตูเลยทีเดียวจากการแข่งขันในทุกรายการ ซึ่งถือว่าโหดที่สุดใน่พรีเมียร์ลีกแล้ว หากนับเฉพาะ 3 ประสานในแดนหน้าเท่านั้น

ฤดูกาลที่จะถึงนี้หากว่าลิเวอร์พูลอยากที่จะประสบความสำเร็จในฟุตบอลรายการใดรายการหนึ่ง ก็ต้องหวังให้ 3 ดาวยิงนี้ไม่บาดเจ็บล้มตายกันไปเสียก่อน และต้องไม่มีใครที่บาดเจ็บในระยะยาวด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีใครเจ็บไป พวกเขาก็ยังมีเซอร์ดาน ชากิรี่ ที่พร้อมจะมาหมุนเวียนในแดนหน้าอยู่แล้ว

ผิดหวังกับโอริกี้

    แฟนๆ ของลิเวอร์พูลตั้งความหวังไว้พอสมควรกับการซื้อดิวอค โอริกี้ กองหน้าทีมชาติเบเลี่ยม ที่ตอนนั้นซื้อมาจากลีลล์ ทีมในลีก เอิงของฝรั่งเศสด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ ในช่วงหลังจบศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ ซึ่งตอนนั้นโอริกี้โชว์ผลงานได้ดีทีเดียวในการรับบทเป็นตัวสำรองของทีมชาติเบลเยี่ยมในศึกฟุตบอลโลกที่มีมาร์ค วิลม็อตส์ เป็นกุนซือทีมชาติเบลเยี่ยมในเวลนั้น โดยโอริกี้รับบทเป็นซุเปอร์ซับในศึกฟุตบอลโลกครั้งนั้น และสามารถลงมาทำประตูช่วยทีมเอาชนะทีมชาติรัสเซียได้ด้วย รวมถึงแสดงศักยภาพว่ามีทั้งความแข็งแกร่ง และความเร็ว ทำให้ลิเวอร์พูลที่ตอนนั้นเบรนแดน ร็อดเจอร์สเป็นผู้จัดการทีม ตัดสินใจซื้อมาด้วยราคา 10 ล้านปอนด์ แล้วปล่อยให้ลีลล์ยืตัวใช้งานไปก่อน 1 ฤดูกาล แต่พอเอาเจริง ฤดูกาลที่เขาย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลคือฤดูกาล 2015-2016 ซึ่งเริ่มต้นฤดูกาลไปถึงเดือนตุลาคม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือที่เป็นคนซื้อเขามาร่วมทีมกลับถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ทำให้สถานการณ์ของเขาเปลี่ยนไปทันที โดยได้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันเป็นนายคนใหม่ ซึ่งคล็อปป์ก็ยังใช้งานเขาอยู่เป็นระยะ และให้โอกาสอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำเมื่อฤดูกาล 2016-2017 ที่ได้ลงสนามไปถึง 43 นัด แต่ก็ทำได้เพียงแค่ 11 ประตูเท่านั้น และด้วยสไตล์การเล่น และระบบของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะใช้กองหน้าตัวเดียวมากกว่า ซึ่งโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ดูจะเหมาะกว่า ทำให้เมื่อฤดุกาลที่แล้วเขาต้องถูกปล่อยไปให้กับโวล์ฟบวร์ก ทีมในบุนเดสลีก้า เยอรมันยืมตัวไปใช้งาน เพื่อกะจะให้โอริกี้ได้โอกาสลงสนามมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วย รวมถึงเสริมประสิทธิภาพในการจบสกอร์ให้ดีขึ้นด้วย แต่สุดท้ายผลงานของดาวเตะวัย 23 ปีก็ทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ไม่สามารถเป็นตัวความหวังของทางโวล์ฟบวร์กในแดนหน้าได้ ทำให้โวล์ฟบวร์กเกือบตกชั้นเลยทีเดียว ยังดีที่เอาชนะในรอบเพลย์ออฟมาได้ ซึ่งโอริกี้ได้โอกาสลงสนามไปถึง 34 นัดในทุกรายการ แต่กลับทำได้เพียง 6 ประตูเท่านั้น

จากที่ตอนแรกค่อนข้างคาดหวังว่าจะเป็นกองหน้าตัวหลักของทีม เพราะอยากจะให้มาเก่งเหมือนโรเมลู ลูกากู หรืออย่างน้อยเป็นแบบมิชี่ บาตชัวยี่ก็ยังดี แต่ดูท่าแล้วเขายังห่างชั้นจากนักเตะเหล่านี้พอสมควร และก็คงจะถูกขายออกจากทีมในซัมเมอร์นี้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์แล้ว

“เจอร์ราร์ด” กำลังไปได้สวย

    การเริ่มต้นคุมทีมชุดใหญ่ครั้งแรกของสตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานนักเตะของลิเวอร์พูล ที่เคยพาทีม “หงส์แดง” คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกสมัยเป็นนักเตะเมื่อปี 2005 กำลังเริ่มต้นไปได้อย่างราบรื่นทีเดียว จากการเริ่มต้นมารับงานคุมทีมกลาสโกว์ เรนเจอร์ส ทีมเคยดังในศึกสก็อตติช พรีเมียร์ลีกหลังจากได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศสก็อตแลนด์อีกครั้ง หลังจากต้องถูกลงโทษจากปัญหาด้านการเงินลงไปเล่นในดิวิชั่น 3 เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่ 2 ในสก็อตติช พรีเมียร์ลีกของเรนเจอร์ส หลังจากฤดูกาลที่แล้วพวกเขาจบอันดับที่ 3 ของเพลย์ออฟรอบแชมเปี้ยนชิป กรุ๊ป และได้มาเตะในศึกยูโรป้า ลีกรอบคัดเลือกในฤดูกาลนี้ ซึ่งอดีตกองกลางทีมชาตอังกฤษเริ่มต้นทำผลงานได้ไม่เลวเลยทีเดียว เมื่อเขาสามารถพาทีมผ่านเข้ารอบได้สำเร็จในรอบแรก และในรอบที่ 2 ล่าสุดพวกเขายังบุกเอาชนะโอซิเย็ค ทีมจากโครเอเชียไปในนัดแรก 1-0 โดยพวกเขาไม่เสียประตูให้ทีมจากประเทศรองแชมป์โลกเลยทั้ง 2 นัด

หลังจากแขวนสตั๊ดได้ไม่นาน สตีเว่น เจอร์ราร์ดก็เริ่มเข้ามารับงานเป็นโค๊ชกับลิเวอร์พูลเมื่อเดือนพฤฤศจิการยนปี 2016 และเคยได้รับโอกาสให้ไปสัมภาษณ์งานคุมทีมมิลตัน คีนส์ ดอนส์ ทีมในศึกลีก วันด้วย แต่ตอนนั้นเขาได้ปฏิเสธงานไปเนื่องจากยังไม่พร้อม ต่อมาในช่วงต้นปี 2017 เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูลชุดเยาวชน และทำทีมมีผลงานที่ดีทีเดียว ทำให้ไปเข้าตาฝ่ายบริหารของเรนเจอร์ส เอฟซีจนจ้างมาคุมทีมในที่สุด ซึ่งเพื่อนร่วมรุ่นในทีมชาติอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ดก็ได้เริ่มงานกุนซือกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ในฤดูกาลนี้แล้วเช่นกัน แต่ทางเจอร์ราร์ดจะต้องคุมทีมเรนเจอร์สในฤดูกาลนี้พบกับกลาสโกว์ เซลติก ที่เป็นหัวโจกของลีกในเวลานี้ โดยต้องไปเจอกับเบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีตเจ้านายเก่าของเขาสมัยที่ร็อดเจอร์สคุมทีมลิเวอร์พูล และเขาเป็นคนตัดสินใจปล่อยให้เจอร์ราร์ดย้ายออกจากทีมด้วย

หลังจากคุมทีมเรนเจอร์ส เอฟซีมาได้ 3 นัด สตีเว่น เจอร์ราร์ด พาทีมเก็บชัยชนะได้ 2 นัด และเสมอ 1 นัด และยังไม่แพ้ใคร รวมถึงยังไม่เสียประตูให้ใครด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีทีเดียว และมีโอกาสจะพาเรนเจอร์สกลับมาเล่นในฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลนี้ได้อีกด้วย หากผ่านรอบคัดเลือกยูโรป้า ลีกได้ทั้งหมด ซึ่งหากผ่านโอซิเย็คในรอบนี้ไปได้ ก็จะเหลืออีกเพียงรอบเดียวเท่านั้น

ระบบไหนดี

     เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดกุนซือชาววเยอรมันของลิเวอร์พูล คงจะมีแผนการเล่นในใจอยู่แล้วในฤดูกาลที่จะถึงนี้ แต่หากคุณเป็นกุนซือของลิเวอร์พูลตอนนี้ คุณจะวางแผนระบบไหนเป็นหลักในการต่อกรในศึกพรีเมียร์ลีกอันยาวนาน โดยเจอร์เก้น คล็อปป์จะใช้ระบบ 4 กองหลังยืนพื้นในทุกๆ นัด แต่อีก 6 ตำแหน่งผู้เล่นเอาต์ฟีลด์ที่เหลือเขาสามารถจัดได้แบบอิสระตามแต่คู่ต่อสู้ที่พบเจอ และตัวผู้เล่นเอื้ออำนวย หรือไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน ซึ่งฤดูกาลนี้ทีมได้เสริมแดนกลางเข้ามาหลายราย ทำให้เขามีตัวเลือกมากขึ้น และสลับสับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ โดยระบบเจอร์เก้น เพรสซิ่งมักจะใช้ระบบ 4-3-3 เป็นหลัก หากเป็นการเล่นระบบนี้ 3 กองหน้า ตัวหลักจากฤดูกาลที่แล้วจะเป็นตัวยืน ทั้งซาดิโอ มาเน่ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ โดยฤดูกาลนี้ได้เซอร์ดาน ชากิรี่ มาจากสโต๊ค ซิตี้ ที่สามารถเล่นกองหน้าฝั่งขวาสลับกับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ได้ และแดนกลาง 3 คนน่าจะมี 2 ดาวเตะตัวใหม่ที่ซื้อมาในราคารวมกันเกือบ 100 ล้านปอนด์ อย่างนาบี เกต้า และฟาบินโญ่ ยืนเป็นตัวหลัก โดยฟาบินโญ่รับหน้าที่เป็นตัวตัดเกม และเกต้าเป็นตัวรุก ส่วนอีกตำแหน่งที่ว่างจะต้องเลือกจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม หรือจอร์แดน เฮ็นเดอร์สัน ซึ่งน่าจะเป็นระบบหลักในฤดูกาลนี้ ที่ค่อนข้างมีความสมดุลย์มากทีเดียว

ส่วนอีกระบบที่อาจจะเป็นทางเลือกซึ่งก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อยคือ 4-2-3-1 ที่จะเอาเซอร์ดาน ชากิรี่ลงมาเป็นกองหน้าตัวต่ำ หรือตำแหน่งผู้เล่นหมายเลข 10 และดึงซาดิโอ มาเน่ กับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ขยับลงมาต่ำ ส่วนมิดฟิลด์คู่กลางก็จะเป็นฟาบินโญ่ กับนาบี เกต้า ซึ่งระบบนี้เราอาจจะได้เห็นบ้างในฤดูกาลนี้ และน่าจะเหมาะกับเวลาได้เล่นในบ้าน และเจอกับทีมระดับกลาง หรือระดับล่างของตาราง หรือในช่วงที่ต้องการประตู เพราะระบบนี้จะมีที่ชำนาญตัวรุกถึง 4 คน รวมถึงยังมีนาบีเกต้า ที่เป็นเหมือนกองกลางระบบไฮบริด ที่สามารถเล่นได้ดีทั้งรุกและรับ ทำให้จะมีตัวเติมขึ้นไปด้านหน้าอีก และน่าจะทำให้เกมรุกมีความหลากหลายและอันตรายมากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ มีทางเลือกหลากหลายมากในการทำทีมฤดูกาลนี้ ทั้งระบบที่สามารถเลือกได้ และรวมถึงตัวนักเตะที่ยกระดับตัวสำรองขึ้นมาจากฤดูกาลที่แล้วด้วย ทำให้ฤดูกาลนี้แฟนบอลน่าจะได้ลุ้นกันแบบยาวๆ ทั้งในบอลลีก และบอลถ้วยต่างๆ

แชมเบอร์เลน

    หลังจากที่อยู่ค้าแข้งในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมถึง 6 ฤดูกาลเต็ม อเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลน อดีตดาวรุงของเซาต์แธมตันก็ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลในช่วงวันปิดตลาดนักเตะช่วงหน้าร้อนปีที่แล้ว ด้วยค่าตัวสูงถึง 35 ล้านปอนด์ และเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งช่วงย้ายมาแรกๆ เขาก็ต้องเจอกับช่วงที่ลิเวอร์พูลยังฟอร์มไม่เข้าที่ โดยได้ลงสนามในสีเสื้อลิเวอร์พูลครั้งแรกในเกมที่พ่ายเละให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-5 แต่หลังจากนั้นทีมก็เริ่มดีขึ้น และดาวเตะวัย 24 ปีก็ได้เป็นตัวหลักในถิ่นแอนฟิลด์ตลอดหลังจากนั้น และเขาทำผลงานได้ดีมาตลอดจากการลงสนามเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางตามที่เขาต้องการ จากแต่ก่อนที่เขาจะถูกจับลงสนามเป็นตัวริมเส้นตลอด

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเขาต้องได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านถล่มโรม่า 5-2 ในรอบรองชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดแรก ซึ่งต้องโดนถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 15 และหลังจากนั้นก็มีรายงานว่าอาการบาดเจ็บของเขารุนแรงถึงขั้นที่ทำให้ต้องชวดทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียด้วย ทำให้เขาต้องจบฤดูกาลกับลิเวอร์พูลด้วยการช่วยทีมลงสนาม 42 นัด และสามารถทำได้ 5 ปรตู แต่ก็มีเรื่องน่าเสียดายที่ต้องชวดลงสนามในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกช่วงปลายเดือนพฤษภาคมด้วย

และล่าสุดเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมาสโมสรลิเวอร์พูลได้ออกแถลงการณ์ว่าอาการบาดเจ็บของอเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลนจากเมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วจะทำให้เขาต้องชวดการเล่นให้กับทีมในฤดูกาลนี้ทั้งฤดูกาลด้วย ซึ่งไม่ใช่มีอาการเจ็บเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่เจ้าตัวรู้มาแต่แรกแล้วว่าต้องเจ็บยาว แต่ไม่ได้แจ้งกับเพื่อนร่วมทีม เนื่องจากตอนนั้นทีมกำลังจะเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก หากแจ้งอาการบาดเจ็บของตัวเองไป กลังจะทำให้เพื่อนร่วมทีมหดหู่ และหมดกำลังใจ ซึ่งฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลก็ได้ทำการเสริมกองกลางมาเพิ่มถึง 2 ราย ทั้งนาบี เกต้า และฟาบินโญ่ เพื่อมาทดแทนอาการบาดเจ็บของอเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลนพอดี ทำให้สโมสรเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะประกาศอาการบาดเจ็บที่แท้จริง  แต่ก็เท่ากับว่าดาวเตะวัย 24 ปีจะต้องเสียเวลาไปรักษาอาการบาดเจ็บไป 1 ฤดูกาลเต็มๆ เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายกับโอกาสในการพัฒนาของดาวรุ่งรายนี้ ที่กำลังจะมีแนวโน้มที่ดีกับการเล่นในตำแหน่งใหม่

เบอร์ 10 คนใหม่

    หลังจากที่ได้ตัวอลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลมาร่วมทีมซึ่งเป็นสถิติโลกในตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วย ทำให้ทีม “หงส์แดง” ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 180 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่พวกเขากลับขายแดนนี่ วอร์ด ซึ่งเป็นประตูมือ 3 ของทีมไปให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ในราคา 12.5 ล้านปอนด์ ได้เพียงรายเดียวเท่านั้น เพื่อนำเงินมาชดเชยเงินที่ซื้อนักเตะไปมากมาย และแฟนบอลลิเวอร์พูลยังหวังว่าพวกเขาจะได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมอีกอย่างน้อย 1 คนด้วย ซึ่งตำแหน่งหมายเลข 10 หรือกองหน้าตัวต่ำเป็นสิ่งที่แฟนบอลลิเวอร์พูลต้องการมากที่สุด และเป้าหมายที่เคยมีข่าวและเกือบได้ตัวมาแล้วก็คือนาบิล เฟคีร์ ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะมีค่าตัวเกือบๆ 70 ล้านปอนด์ เพื่อมาเติมเต็มในแดนหน้าแทนที่ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยนที่ย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่าเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ “เดอะ ค็อป” วาดฝันเอาไว้อาจจะมีโอกาสไม่เกิดขึ้นสูงมาก เนื่องจากล่าสุดได้มีภาพจากเว็บไซต์สโมสรลิเวอร์พูลที่ซาดิโอ มาเน่ ตัวรุกทีมชาติเซเนกัลของทีม ได้ตัดสินใจย้ายมาสวมเสื้อหมายเลข 10 ที่ว่างอยู่หลังจากฟิลิเป้ คูตินโญ่ออกจากทีมไปแล้ว ทำให้หมายเลข 10 ที่ทีมปล่อยว่างไว้เหมือนจะรอนักเตะใหม่เข้ามาสวมใส่ตอนนี้ไม่ว่างเสียแล้ว โดยหมายเลขที่ว่างจะกลายเป็นหมายเลข 19 ที่อดีตดาวเตะของเซาต์แธมตันเคยใส่จะว่างแทน ซึ่งกายให้มาเน่ย้ายมาสวมใส่หมายเลข 10 ในตอนนี้ เหมือนเป็นการบอกนัยๆ ว่าพวกเขาอาจจะไม่ทำการซื้อใครมาร่วมทีมอีกแล้วในซัมเมอร์นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายทีเดียวสำหรับแฟนบอลและทีมลิเวอร์พูลที่จะได้เสริมผู้เล่นระดับท็อปมาร่วมทีมเพื่อหวังลุ้นแชมป์แบบเต็มตัวทั้งในศึกพรีเมียร์ลีก หรือฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ ด้วย ซึ่งการเสริมทัพมาถึงขั้นนี้แล้วแต่ดันหยุดชะงักลงกลางคันซะงั้น ทำให้แฟนๆ ลิเวอร์พูลที่ดีใจที่สโมสรเสริมทีมได้อย่างเข้าตา แต่อาการตีอกชกตัวดีใจอาจจะต้องจบแต่เพียงเท่านี้ เพราะเป้าหมายสุดท้ายที่หวังเอาไว้อาจจะจบลงแล้ว หรืออาจจะมีบิ๊กเซอร์ไพรซ์ในช่วงที่เหลือของตลาดซื้อขายนักเตะที่ทีมจากอังกฤษจะยังสามารถซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทีมได้ถึงวันที่ 9 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นวันสุดท้ายในการซื้อนักเตะของทีมจากอังกฤษ หลังจากมีการเปลี่ยนกฏใหม่ซึ่งนำมาใช้มาใช้ในฤดูกาลที่จะถึงนี้เป็นครั้งแรก

ต้องแชมป์เท่านั้น

    ถือว่าเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองอึกใหญ่ของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาจะไม่นำเงินก้อนโตกว่า 100 ล้านปอนด์ไปทุ่มซื้อนักเตะเพียงคนเดียวมาร่วมทีมอย่างแน่นอน เมื่อตอนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุ่มเกือบ 90 ล้านปอนด์คว้าตัวปอล ป็อกบามาร่วมทีมเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน แต่พอซัมเมอร์นี้เขากลับทุ่มเงินกว่า 70 ล้านปอนด์ในการคว้าตัวอลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลจากโรม่ามาร่วมทีม และก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม ลิเวอร์พูลก็พึ่งทุ่มเงินกว่า 75 ล้านปอนด์ในการคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์จากเซาต์แธมตันมาร่วมทีมอีกด้วย และช่วงหลังปิดฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลก็ทุ่มอีก 40 ล้านปอนด์คว้าตัวฟาบินโญ่ กองกลางสารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลี่ยนจากโมนาโกมาร่วมทีม รวมถึงเซอร์ดาน ชากิรีเมื่อเร็วๆ นี้ด้วย และอาจจะยังไม่พบเพียงเท่านี้ เนื่องจากพวกเขายังมีข่าวกำลังเจรจากับลียงเพื่อซื้อตัวนาบิล เฟคีร์ ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศสอีกราย ซึ่งหากพวกเขาได้ตัวมาร่วมทีมทั้งหมด เท่ากับลิเวอร์พูลจะใช้เงินในช่วงซัมเมอร์นี้ไปเกือบ 200 ล้านปอนด์เลยทีเดียว และยังไม่มีการขายนักเตะที่ไม่ใช้งานออกจากทีม เพื่อนำเงินมาหักค่าใช้จ่ายที่เสียไปซักราย ซึ่งจากการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมแบบจัดเต็มแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าฤดูกาลนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ มีเป้าหมายหนึ่งเดียวคือการพาทีมลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์รายการใดรายการหนึ่งให้ได้

ก่อนหน้านี้ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะถูกเรียกว่าอยู่ในกลุ่มบิ๊ก 6 แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ทีมที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายในการซื้อนักเตะ แต่ในเวลาเพียงแค่ปีเดียว พวกเขากลับซื้อนักเตะทำลายสถิติค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรไปแล้วถึง 4 ครั้ง ซึ่งทำให้ทีมมีนักเตะชั้นเยี่ยมเข้าสู่สโมสร และสามารถยกระดับทั้งตัวจริง และตัวสำรองได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจจะนำมาซึ่งความกดดันให้กับกุนซือชาวเยอรมัน ที่บอร์ดบริหารของสโมสรคงจะต้องหวังถ้วยแชมป์อย่างน้อยซัก 1 รายการในฤดูกาลนี้ เพื่อเป็นหลักประกันในความสำเร็จที่อาจจะตามมาในภายหลัง และคงจะเป็นเหมือนใบเบิกทางให้กุนซือวัย 51 ปีได้มีโอกาสคุมทีมในถิ่นแอนฟิลด์ต่อในฤดูกาลหน้า ซึ่งในฤดูกาลนี้พวกเขาคงต้องเน้นกับทุกรายการที่ลงสนาม โดยเฉพาะกับศึกคาราบาว คัพ ที่น่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์สูงสุด และง่ายที่สุดหากพวกเขาเอาจริงกับรายการนี้ เพราะส่วนใหญ่ทีมยักษ์ใหญ่ทีมอื่น จะไม่ค่อยเน้น

จุดที่ “หงส์แดง” ควรเติม

   ช่วงซัมเมอร์นี้ทีม “หงส์แดง” เสริมทัพได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเริ่มจากการได้ตัวนาบี เกต้า กองกลางตัวแกร่งจากไลป์ซิกในบุนเดสลีก้า เยอรมันมาร่วมทีม ซึ่งอันที่จริงตกลงกันได้ก่อนหน้านี้นานแล้ว และต่อมาก็เป็นฟาบินโญ่ กองกลางสารพัดประโยชน์จากโมนาโก ด้วยค่าตัวเกือบ 50 ล้านยูโร และเกือบสอยนาบิล เฟคีร์ ตัวรุกริมเส้นของโอลิมปิก ลียงมาร่วมทีมอีกรายด้วย แต่ดีลการซื้อขายดันล่มไปซะก่อน เนื่องจากลิเวอร์พูลขอต่อราคาจากลียง เนื่องจากกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บหัวเข่าของดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส และล่าสุดพึ่งได้ตัวเซอร์ดาน ชาคิรี่ เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กจากสโต๊ค ซิตี้มาร่วมทีม ด้วยค่าตัวประมาณ 13 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวที่ถือว่าถูกมากกับนักเตะระดับนี้ ในยุคที่การซื้อขายนักเตะแพงระยับ และนอกจากนั้นยังมีข่าวกับนักเตะรายอื่นอีกมากมาย ทั้งเปาโล ดิบาล่า กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์จากยูเวนตุส อัลลิซอน เบคเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลของโรม่า รวมถึงการหวนกลับมาคุยกับลียง เพื่อขอซื้อเฟคีร์อีกครั้ง และกับโดมากอย วิด้า ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียของเบซิคตัส ทีมดังในประเทศตุรกีด้วยอีกราย

แต่มีอีกส่วนหนึ่งที่ลิเวอร์พูลควรมองหา และซื้อนักเตะเข้ามาเสริม ก็คือตำแหน่งแบ็คทั้ง 2 ฝั่ง ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะมีเทรน อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และนาธาเนี่ยล ไคลย์ ในตำแหน่งแบ็คขวา และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กับอัลแบร์โต้ โมเรโน่ ในตำแหน่งแบ็คซ้ายอยู่แล้ว และถึงแม้พวกเขาจะมีช่วงเวลาที่ทำผลงานได้ดี แต่ก็ยังขาดความสม่ำเสมอ และยืนระยะได้ไม่จบฤดูกาล ทำให้ทีมมักมีช่วงที่เป๋อยู่ตลอด แต่ด้วยนักเตะในตำแหน่งนี้มีถึง 4 คนแล้ว รวมถึงยังมีเจมส์ มิลเนอร์ ดาวเตะตัวเก๋าที่สามารถขยับมาเล่นในตำแหน่งนี้ได้ด้วย ทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้มองหานักเตะในตำแหน่งนี้เลย ซึ่งหากจะหานักเตะในตำแหน่งแบ็คใหม่ กุนซือชาวเยอรมันคงต้องหาทางปล่อยใครซักคนออกไปก่อน ซึ่งคล็อปป์คงไม่ทำเช่นนั้นแน่ และคงจะให้โอกาสนักเตะที่มีอยู่ต่อไป เพราะแบ็คทั้ง 4 คนนั้นยังมีอายุที่ไม่มากนัก และยังสามารถพัฒนาฝีเท้าได้อีก ซึ่งอดีตกุนซือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์มักให้โอกาสนักเตะของเขาเสมอ และอีกอย่างคือลิเวอร์พูลไม่ได้มีข่าวกับนักเตะในตำแหน่งแบ็คทั้งสองฝั่งเลย โดยมีข่าวหนักๆ กับนักเตะตำแหน่งตัวรุก และผู้รักษาประตูมากกว่า