สิ่งที่ยังต้องเสริม

ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้นั้นทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา โดยพวกเขามีนักเตะคุณภาพแทบจะทุกตำแหน่ง ทั้ง 11 ตัวจริง รวมถึงบรรดานักเตะตัวสำรองด้วย ที่สามารถหมุนเวียนกันลงสนามได้อย่างยอดเยี่ยม และแทบไม่ส่งผลต่อฟอร์มการเล่น และผลงานของทีมในฤดูกาลนี้เลยด้วย ซึ่งพวกเขายังคงได้ลุ้นแชมป์อีก 3 รายการที่เหลืออย่างเต็มตัว แต่ในศึกคาราบาว คัพ พวกเขาต้องตกรอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยน้ำมือของเชลซีนั่นเอง

ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาลงทุนกับการซื้อตัวนักเตะไปอย่างมหาศาล ทำให้ศักยภาพของทีมนั้นถูกยกระดับขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบรรดานักเตะตัวสำรอง ที่เมื่อฤดูกาลก่อนนั้นพวกเขาเป็นรองทีมยักษ์ใหญ่อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่ในฤดูกาลนี้นั้นกลายเป็นว่านักเตะสำรองของพวกเขาไม่แพ้ทีมยักษ์ใหญ่ทีมอื่นๆ เลยด้วย ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งของทีมสามารถหมุนเวียนใช้งานนักเตะได้ตามที่ต้องการ แต่มีหนึ่งตำแหน่งที่ดูแล้วยังดูติดๆ ขัดๆ และเหมือนว่ากุนซือชาวเยอรมันจะยังไม่มั่นใจในตัวนักเตะสำรอง นั่นก็คือตำแหน่งแบ็คซ้ายนั่นเอง

ตัวจริงในตำแหน่งแบ็คซ้ายของทีมในฤดูกาลนี้ก็คือแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ ที่ซื้อตัวมาจากฮัลล์ ซิตี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาพัฒนาการเล่นมาอย่างต่อเนื่องจากฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาทำได้ดีทั้งการเติมเกมรุก รวมถึงการเล่นเกมรับที่ไม่เปิดช่องให้คู่แข่งได้โจมตีง่ายๆ แต่ตัวสำรองของเขาในฤดูกาลนี้คืออัลแบร์โต้ โมเรโน่ แบ็คซ้ายชาวสเปนวัย 26 ปี ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติของทีมมาตั้งแต่ยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนก่อนหน้านี้ ซึ่งอดีตดาวเตะเซบีญ่ารายนี้เคยเป็นตัวจริงของทีมมาก่อน แต่ตั้งแต่ที่เจอร์เก้น คล็อปป์เข้ามาคุมทีมก็เริ่มถูกลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากเขามีจุดอ่อนในเรื่องของการเล่นเกมรับ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักของตำแหน่งแบ็คซ้ายเลยด้วยซ้ำ ทำให้ฤดูกาลนี้เขาได้โอกาสลงสนามน้อยมาก และทำให้บทบาทหนักต้องตกไปอยู่ที่แอนดรูว์ โรเบิร์ตสันโดยตลอด ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลควรจะเสริมทัพเพิ่มเติมเป็นอย่างยิ่งในช่วงเดือนมกราคมนี้ ถึงแม้ว่าเจมส์ มิลเนอร์ กองกลางตัวเก๋าของทีมจะสามารถเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายได้ก็ตาม แต่เขาจะมีประโยชน์ต่อทีมมากกว่าในการเล่นเป็นกองกลาง รวมถึงการที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ไว้ใจในตัวของโมเรโน่ด้วย ทำให้ควรมีการเสริมทัพเพิ่มเติมในช่วงต่อจากนี้

บทบาทของนักเตะใหม่

    ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ทีมลิเวอร์พูล ได้มีการเสริมทัพไปถึง 170 ล้านปอนด์ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อน ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมทัพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรเลยทีเดียว เนื่องจากบอร์ดบริหารของทีมได้เล็งเห็นถึงแนวโน้มความสำเร็จที่กำลังจะมาถึงภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งชาวเยอรมันนั่นเอง ซึ่งพวกเขาได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นเอง ซึ่งเหมือนเป็นการจุดประกายให้กับสโมสร ที่จะทะเยอทะยานที่จะบินให้สูงกว่าเดิม ทำให้พวกเขาได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพ 4 คนในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นก็คืออลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ฟาบินโญ่ กองกลางเชิงรับชาวบราซิเลี่ยนที่สามารถเล่นได้อย่างหลากหลายในแนวรับ นาบี เกต้า กองกลางห้องเครื่องจากไลป์ซิกในเยอรมัน ซึ่งเป็นนักเตะที่กุนซือวัย 51 ปีหมายตามานาน และจองตัวกันข้ามปีเลยทีเดียว และคนสุดท้ายคือเซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกร่างเล็กทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่ค่าตัวถูกที่สุดเนื่องจากสโต๊ค ซิตี้ ต้นสังกัดของเขาตกชั้นไปเล่นในระดับแชมเปี้ยนชิปนั่นเอง ทำให้ค่าตัวถูกอย่างเหลือเชื่อ

ในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ทำการเริ่มเข้าแคมป์เก็บตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคม ซึ่งถือว่าเร็วกว่าทีมอื่นๆ ประมาณ 2 สัปดาห์เลยทีเดียว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ รวมถึงเป็นการให้โอกาสนักเตะสำรองได้พิสูจน์ฝีเท้าอีกครั้งด้วย ทำให้ช่วงต้นฤดูกาลพวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทันที โดยนักเตะใหม่ได้เข้ามามีบทบาทตั้งแต่เริ่มแค่คนเดียวเท่านั้น คืออลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูที่กลายเป็นมือ 1 ของทีมในฤดูกาลนี้นั่นเอง ซึ่งเขาได้เป็นตัวจริงตั้งแต่เริ่มฤดูกาล ส่วนตำแหน่งอื่นๆ นั้นอดีตกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ยังคงใช้นักเตะจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วลงสนามไปก่อนเป็นหลัก โดยมีนาบี เกต้า กองกลางจอมขยันที่ก็เริ่มมีบทบาทเช่นกัน แต่ก็เข้าๆ ออกๆ ในฐานะตัวจริง และตัวสำรอง ส่วนเซอร์ดาน ชากิรี่ ก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวสำรองไปก่อน และฟาบินโญ่ถือว่าเป็นนักเตะที่มาได้โอกาสช้ากว่าเพื่อน ซึ่งต้องรอถึงในเดือนตุลาคมเลยทีเดียว กว่าที่เขาจะได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารจัดการทีมที่ยอดเยี่ยมทีเดียวของเจอร์เก้น คล็อปป์ โดยในตอนนี้เหล่านักเตะใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทกับทีมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว รวมถึงพวกเขาสามารถปรับตัวกับแผนการเล่นของทีมได้แล้วด้วย ทำให้ผลงานของทีมนั้นยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้

แพงที่สุด แต่คุ้มสุด

  ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลได้ทำการทุ่มทุนอย่างมหาศาลในการคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังชาวดัตช์จากเซาต์แธมตัน คู่แข่งร่วมลีกมาร่วมทีมด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นสถิตินักเตะในตำแหน่งกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบันนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมที่มีเงินถุงเงินถังแต่อย่างใด และก็ไม่ใช่ทีมที่ทุ่มเงินซื้อนักเตะด้วยค่าตัวมหาศาลแบบนี้ด้วย แถมในตอนนั้นเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ก็ไม่ได้มีความสุดยอดถึงขนาดจะมีค่าตัวมหาศาลเท่านี้ แต่ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะจำใจจ่ายให้กับทีม “นักบุญ” เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวว่าพวกเขาได้ไปทำการติดต่อแบบผิดกฏกับนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ซึ่งทำให้ทางเอฟเอเกือบจะลงดาบลิเวอร์พูลด้วยซ้ำในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ในช่วงหน้าหนาว พวกเขาต้องยอมจ่ายตามราคาที่เซาต์แธมตันต้องการ เพื่อปิดจ็อบให้เรียบร้อย ซึ่งในตอนนั้นถูกแฟนบอลทีมอื่นนั้นถากถางกันมากทีเดียว ว่าเป็นการซื้อที่แพงเกินจริง และน่าจะเป็นการซื้อที่ล้มเหลวอย่างแน่นอนด้วย

แต่ทว่าหลังจากที่เฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงย้ายมาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ กลับสามารถทำให้เกมรับของลิเวอร์พูลที่เคยเสียประตูอย่างง่ายดายมาโดยตลอด กลายมาเป็นทีมที่แพ้ได้ยากมากทีมหนึ่งของพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และในฤดูกาลนี้เขาก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักในแนวรับของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าใครจะมายืนเป็นคู่พาร์ทเนอร์ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางในฤดูกาลนี้ก็ตาม ซึ่งเขาเป็นตัวยืนในตำแหน่งนี้โดยตลอด และเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของทีมก็จะปรับเปลี่ยนคู่เซ็นเตอร์ไปตามสถานการณ์ของทีม หรือดูจากคู่แข่งเป็นหลัก โดยมีทั้งโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ โจเอล มาติป กองหลังร่างสูงทีมชาติแคเมรูน และเดยัน ลอฟเรน ปราการหลังจอมแกร่งทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดของลีกในฤดูกาลนี้ไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อตัวที่คุ้มค่ามากๆ กับราคา 75 ล้านปอนด์ แต่มันกำลังจะทำให้พวกเขากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นแชมป์ที่พวกเขารอคอยมานานเกือบ 30 ปีเลยทีเดียว รวมถึงการไล่ล่าแชมป์รายการต่างๆ หลังจากนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อแห่งทศวรรษร่วมกับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ยอดตัวรุกของทีมเลยก็ว่าได้

บทความโดย  918kissbyp8.com

‘ซาล่าห์’ ที่เริ่มกลายร่าง

    ในโลกแห่งฟุตบอลยุคปัจจุบัน มีนักเตะอยู่เพียง 2 คนเท่านั้นที่ถูกยกให้เป็นสุดยอดดาวเตะของโลกในเวลานี้ ซึ่งก็คือลิโอเนล เมสซี่ ยอดเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติอาร์เจนติน่าของสโมสรบาร์เซโลน่า และอีกคนก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงกัปตันทีมชาติโปรตุเกสที่ย้ายจากเรอัล มาดริดไปร่วมทีมยูเวนตุสเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยสถิติการถล่มประตูในแต่ละฤดูกาล รวมถึงการแก่งแย่งกันคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในแต่ละปี รวมถึงรางวัลอันทรงเกียรติอย่างบัลลง ดอร์ พวกเขาก็คว้ากันมาแล้วคนละ 5 สมัย ทำให้ถูกยกให้เป็นนักเตะหมายเลข 1 ของโลกร่วมกัน โดยที่นักเตะคนอื่นๆ นั้นยังถูกมองว่าอยู่คนละระดับกับทั้ง 2 คนนี้ แม้แต่เนย์มาร์ ยอดดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นได้

แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกทีมชาติอิยิปต์ที่ย้ายจากโรม่า มาร่วมทีมลิเวอร์พูล และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด ด้วยถล่มไปถึง 44 ประตูจากทุกรายการ ทำให้ดาวเตะวัย 26 ปีรายนี้ถูกแฟนบอลทีม “หงส์แดง” ยกระดับไปให้มีความเทียบเท่ากับลิโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้เลยทีเดียว ซึ่งผลงานเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็ถือว่าสุดยอดจริงๆ ทั้งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม และดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีก แต่มันก็เป็นเพียงแค่ฤดูกาลแรกของเขาเท่านั้น ส่วน 2 ดาวเตะชื่อก้องโลกนั้นทำในลักษณะนี้มาทุกฤดูกาล ทำให้แฟนบอลของทีมอื่นๆ นั้นยังไม่เห็นด้วยกับการยกระดับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ขึ้นไปเทียบเท่ากับจอมถล่มประตู 2 รายนั้นเท่าไหร่นัก และในช่วงเปิดฤดูกาลที่ผ่านมาผลงานของเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าที่นักด้วย เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของความฟิต และอาการบาดเจ็บที่รบกวนมาตั้งแต่ช่วงฟุตบอลโลก ที่ฝืนลงช่วยทีมชาติอิยิปต์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ผลงานนั้นไม่เปรี้ยงเหมือนฤดูกาลที่แล้ว

แต่ในช่วงหลังมานี้ ฟอร์มการเล่นของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เริ่มกลับมาเข้าที่อีกครั้ง และมีแนวโน้มทที่จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้วอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เขาได้ก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกแล้วด้วย เมื่อล่าสุดเขาสามารถทำแฮตทริคแรกของฤดูกาลได้สำเร็จ ซึ่งหากว่าผลงานของเขายังสุดยอดแบบนี้ต่อไป ก็อาจจะทำให้แฟนบอลทีมอื่นยากที่จะปฏิเสธความสุดยอดของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นยอดดาวเตะของโลกคนต่อไป

นายด่านที่เปลี่ยนไป

   บทความฟุตบอลของลิเวอร์พูลโดย live22vip.net เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลผ่านเข้าไปถึงรองชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการผ่านทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมเป็นยอดทีมของพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงผ่านโรม่า ทีมฟอร์มแรงจากกัลโช่ เซเรีย อาเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของเจอร์เก้น คล็อปป์ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ที่สามารถพาทีม “หงส์แดง” ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดในปี 2005 ในยุคของราฟาเอล เบนิเตซ ซึ่งอันที่จริงพวกเขามีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ได้ด้วยซ้ำ เมื่อได้ประตูออกนำเรอัล มาดริด แชมป์เก่า 2 สมัยไปก่อนด้วย แต่แล้วก็เกิดจุดเปลี่ยนของเกมถึง 2 ครั้ง เมื่อโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกคนสำคัญของทีมมาได้รับบาดเจ็บจากการเข้าสกัดของเซร์คิโอ รามอส ปราการหลังตัวแสบของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ทำให้ดาวเตะทีมชาติอิยิปต์เล่นต่อไม่ไหว และถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไป ทำให้หลังจากนั้นมาเกมรุกของลิเวอร์พูลนั้นไปไม่เป็นเลยทีเดียว และจุดเปลี่ยนที่ 2 ก็คือความผิดพลาดของผู้รักษาประตูอย่างลอริส คาริอุส นายประตูรูปหล่อชาวเยอรมันนั่นเอง ซึ่งผิดพลาดในการออกบอลง่ายๆ ให้เพื่อนร่วมทีม แต่โดนคาริม เบนเซม่า โฉบไปยิงตีเสมอได้สำเร็จ ทำให้โฉมหน้าของเกมนั้นเปลี่ยนไปทันที รวมถึงมาพลาดรับกระฉอกในประตูที่ 3 ของเรอัล มาดริดอีกครั้ง ทำให้เกมนั้นจบลงอย่างสมสูรณ์ทันที

ด้วยความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งกับการชวดแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือว่าเป็นหนที่ 2 ของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันแล้ว ที่เข้าไปแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเขาเคยพาโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ เข้าไปพ่ายให้กับบาเยิร์น มิวนิคมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาลิเวอร์พูลมีการเสริมทัพอย่างมหาศาล รวมถึงตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วย ที่ได้ทำการปล่อยตัวลอริส คาริอุส ที่เป็นจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วไปให้กับเบซิคตัส ทีมดังของประเทศตุรกียืมตัวไปใช้งาน พร้อมออปชั่นในการขายขาดด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้นพวกเขาได้ไปทุ่มเงินถึง 70 ล้านยูโรคว้าตัวอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลของอาแอส โรม่า ในอิตาลีมาร่วมทีมแทน ซึ่งในฤดูกาลนี้นายประตูวัย 26 ปีได้แสดงให้เห็นในทันทีว่าทำไมเขาถึงมีค่าตัวมหาศาล และสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนของทีม กลายเป็นจุดแข็งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในฤดูกาลนี้ ซึ่งเขาช่วยเซฟประตูให้กับทีมได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้

การหายไปของฟาบินโญ่

            ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ ทำการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีม 4 รายในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วยนาบี เกต้า กองกลางชาวกินีมาจากอาเบ ไลป์ซิกในเยอรมัน ซึ่งเป็นดีลที่ตกลงกันได้มาเป็นปีแล้ว ต่อมาคือฟ%

บทพิสูจน์แรก

  บทความหงส์แดง โดย live22 หลังจากที่พวกเขาเปิดสนามถล่มเวสต์แฮม ยูไนเต็ดได้ 4-0 ตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล กระแสการเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์ของลิเวอร์พูลก็ถาโถมเข้าหาพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของทางเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสแปนิชก็ได้ผ่านบททดสอบแรกไปอย่างง่ายดาย ด้วยการบุกไปเอาชนะอาร์เซน่อลถึงถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม 2-0 แบบไม่ระคายมือนักด้วย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงรักษามาตรฐานเดิมไว้ได้ และยังเป็นตัวเต็งจ๋าที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลนี้อยู่ ส่วนทางลิเวอร์พูลยังไม่ได้เจอบททดสอบที่หนักหนาเหมือนอย่างทีม “เรือใบสีฟ้า” ด้วยซ้ำ และคงจะต้องรอให้พวกเขาไปเจอกับทีมที่แข็งขึ้น และไล่เลี่ยกับพวกเขา เช่นทีมในระดับท็อป 6 ด้วยกัน เพื่อที่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าลิเวอร์พูลจะผ่านไปได้เหมือนอย่างที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทำกับอาร์เซน่อลได้หรือไม่

ซึ่งโปรแกรมของลิเวอร์พูลนัดต่อไปที่จะเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่าลิเวอร์พูลชุดนี้จะดีจริง และจะเป็นของจริงหรือไม่ นั่นก็คือวันที่ 15 กันยายนที่พวกเขาจะต้องบุกไปเยือนท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งตอนแรกทีม “ไก่เดือยทอง” จะใช้นัดนี้เป็นแมตช์เปิดสนามใหม่ของพวกเขาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วสนามกลับสร้างเสร็จไม่ทันที่กำหนด ทำให้ต้องถูกเลื่อนออกไป และทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์จึงไปเช่าสนามเวมบลีย์ใช้แทนไปชั่วคราวก่อน ซึ่งสนามแห่งใหม่จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนธันวาคมเลยทีเดียว

การแข่งขันในนัดนี้จะเป็นบททดสอบชั้นดีของลิเวอร์พูลว่าเขาเป็นทีมที่ดีกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วจริงหรือไม่ เนื่องจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วลิเวอร์พูลต้องมาแพ้ให้ที่บ้านของสเปอร์ถึง 1-4 เลยทีเดียว ส่วนในตอนที่พบกันที่บ้านของลิเวอร์พูล ทีม “หงส์แดง” ก็ไม่สามารถเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ได้ โดยเสมอกันไปแบบสนุก 2-2 โดยมาเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม และโดนแฮร์รี่ เคนตามตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และตอนจบฤดูกาลพวกเขาก็มีคะแนนเป็นรองสเปอร์ด้วย ทำให้หลายๆ อย่าง เหมาะที่จะเป็นบทพิสูจน์ของลูกทีมเจอร์เก้น คล็อปป์อย่างยิ่ง เพราะตอนนั้นที่พวกเขายังไม่มีนักเตะอย่างอลิสซง เบ็คเกอร์ ฟาบินโญ่ เซอร์ดาน ชากิรี่ รวมไปถึงนาบี เกต้าด้วย ทำให้สภาพทีมของลิเวอร์พูลดูเปลี่ยนไปมาก แต่ทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนักเตะเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งสุดท้ายจะสามารถต้านทานความร้อนแรงของทีมเยือนได้หรือไม่ คงต้องมาดูกัน

 

จัดได้ 2 ทีม

    หลังจากที่ลิเวอร์พูลทำการเสริมทัพได้อย่างน่าสนใจในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทันที รวมถึงยังยกระดับทั้งตัวจริง และตัวสำรองของทีมด้วย ทำให้คุณภาพของทีมสูงขึ้นไปด้วย จนทำให้ตอนนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือวัย 51 ปีของลิเวอร์พูลมีผู้เล่นคุณภาพที่สามารถจัดทีมให้ดูดีได้ถึง 2 ทีมเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติของทีมใหญ่ และทีมที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เหมือนอย่างที่เรอัล มาดริด และยูเวนตุสมีผู้เล่นที่จัดทีมดีๆ ได้ 2 ทีมตลอดหลายๆ ปีที่ผ่านมานั่นเอง

หากเอา 11 ผู้เล่นในนัดแรกที่เจอร์เก้น คล็อปป์จัดทีมลงสนามในพรีเมียร์ลีกที่พบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเป็นหลัก ที่มีอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลยืนเฝ้าเสา แผงหลังแบ็คขวาเป็นเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แบ็คซ้ายแอนดรูว โรเบิร์ตสัน คู่ปราการหลังตัวกลางเป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ จับคู่กับโจ โกเมซ แดนกลางสามคนประกอบด้วยเจมส์ มิลเนอร์ นาบี เกต้า และจอร์จิโญ่ ไวจ์นัลดุม ที่เล่นกันได้อย่างลงตัว และสามประสานในแดนหน้าก็คือซาดิโอ มาเน่ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์นั่นเอง

ส่วน 11 ตัวจริงอีกชุดที่พวกเขาสามารถจัดทีมได้ก็คือมีลอริส คาริอุส นายประตูเยอรมันเฝ้าเสา แบ็คขวาเป็นนาธาเนี่ยล ไคลน์ แบ็คซ้ายเป็นอัลเบร์โต้ โมเรโน่ ปราการหลังตัวกลางคือเดยาน ลอฟเรน และโจเอล มาติป ส่วนกองกลาง 3 คนมีอดัม ลัลลาน่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และฟาบินโญ่ ส่วนแดนหน้ามีโดมินิก โซลันกี้ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และเซอร์ดาน ชากิรี่ ซึ่งก็ถือว่าดูดีบนหน้ากระดาษทีเดียวสำหรับรายชื่อผู้เล่นชุด 2 ของลิเวอร์พูล แต่เวลาลงแข่งจริงจะเวิร์คหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถือว่าเป็นการสะสมนักเตะฝีเท้าดีให้อยู่กับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม และเท่ากับว่าพวกเขามีตัวผู้เล่นหมุนเวียนได้อย่างเพียงพอ และคุณภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้เล่นตัวจริงมากด้วย ซึ่งทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ จะสามารถจัดทีมลงสนามในแต่ละนัดได้อย่างสะดวก และไม่ต้องกังวลถึงคุณภาพนักเตะตัวสำรองมากนัก ปัญหาที่อาจจะมีเล็กน้อยก็คือความมั่นใจของผู้รักษาประตูสำรองอย่างลอริส คาริอุสซึ่งต้องดูว่าเขาจะกลับมามีความมั่นใจอีกครั้งได้หรือไม่ หลังจากที่ไปพลาดอย่างใหญ่หลวงมาในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่แฟนบอลลิเวอร์พูลก็ยังดูให้การต้อนรับ และให้กำลังใจเขาเป็นอย่างดี

ห้องเครื่องคนใหม่

    หลังจากที่หมดยุคของสตีเว่น เจอร์ราร์ด กองกลางระดับตำนานของสโมสร รวมถึงเป็นขวัญใจของแฟนบอลลิเวอร์พูลไปแล้วในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ปล่อยตัวเขาออกจากทีมให้ไปค้าแข้งในสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นลิเวอร์พูลก็ขาดห้องเครื่องในตำแหน่งหมายเลข 8 มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีการซื้อจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์มาจากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้เลย รวมถึงจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่พยายามจะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมด้วย แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เจอร์ราร์ดทำมาตลอดอาชีพค้าแข้งของเขา จนกระทั่งการมาของนาบี เกต้า กองกลางชาวกินีที่ลิเวอร์พูลไปจองตัวไว้มาตั้งแต่ช่วงฤดูกาลที่แล้ว ด้วยเงื่อนไขต่างๆ แล้วที่พวกเขาต้องจ่ายให้กับไลป์ซิกถึง 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากทีเดียว แถมยังไม่ได้ใช้งานโดยทันทีด้วย

แต่พอได้เห็นฟอร์มของกองกลางหมายเลข 8 คนใหม่ของทีม “หงส์แดง” แล้วต้องบอกได้เลยว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป และต้องรอเวลาในการใช้งานกว่า 1 ปีเป็นอย่างมาก ซึ่งนาบี เกต้า สามารถเล่นได้ครบเครื่องในตำแหน่งกองกลางเป็นอย่างมาก ทั้งการรุก และการตัดเกมในขณะที่เป็นฝ่ายรับด้วย ซึ่งเขามีสถิติที่เป็นอันดับต้นๆ แทบทุกอย่างที่สำคัญในตำแหน่งแดนกลางในศึกบุนเดสลีก้าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทั้งการส่งบอล การเลี้ยง การเข้าสกัด และการตัดบอล เขามีสถิติอยู่ในลำดับต้นๆ ของลีกเมืองเบียร์ทุกอย่าง ซึ่งถือว่ามีความครบเครื่องเป็นอย่างมาก ทำให้ฤดูกาลนี้เขาถูกมองว่าจะเข้ามาเป็นกองกลางตัวเลือกอันดับแรกของเจอร์เก้น คล็อปป์ในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าคู่แข่งในแดนกลางในถิ่นแอนฟิลด์จะมีมากก็ตาม ทั้งเจมส์ มิลเนอร์ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน อดัม ลัลลาน่า และนักเตะใหม่อย่างฟาบินโญ่ด้วย นี่ยังไม่รวมถึงอเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลนที่เจ็บยาวอีกด้วย  ซึ่งความครบเครื่องของเขาทำให้โอกาสในการถูกส่งลงสนามมีมากที่สุด เพราะนักเตะในแดนกลางส่วนใหญ่ในระยะหลังจะต้องมีจุดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรุก หรือรับก็ตาม แต่ว่ากองกลางตัวใหม่วัย 23 ปีกลับทำได้ดีทั้ง 2 มิติ ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่อเกมของลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก ซึ่งเขามีทั้งความเร็ว และความแข็งแกร่งด้วย ทำให้สามารถเล่นในพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบาย ตอนนี้ติดแค่เรื่องภาษาของเขาเท่านั้นที่ยังไม่ชำนาญภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่

 

ความสำคัญของฟาน ไดจค์

    ตั้งแต่ที่ลิเวอร์พูลมีข่าวให้ความสนใจเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปรากรหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์จากเซาต์แธมตันในช่วงต้นปีที่แล้ว แฟนบอลหลายคนยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยด้วยซ้ำว่าทำไมจะต้องเป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์เท่านั้น เนื่องจากหลังจากที่ลิเวอร์พูลล้มเหลวที่จะได้ตัวดาวเตะวัย 27 ปีในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ทางเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของทีมก็ไม่ได้ไปหาเป้าหมายใหม่แต่อย่างใด แต่ยังคงเฝ้ารอการมาของดาวเตะรายนี้อยู่เสมอ และสุดท้ายเขาก็ได้ตัวมาร่วมทีมเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งลิเวอร์พูลต้องเสียค่าตัวให้กับทีม “นักบุญ” ถึง 75 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งกลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกทันที

แต่แล้วการมาของเขาก็ตอบคำถามทุกอย่างว่าทำไมเจอร์เก้น คล็อปป์ถึงอยากได้ตัวเขามาร่วมทีมมาก ซึ่งดูจากผลงานในสนามของลิเวอร์พูลก็จะได้คำตอบเป็นอย่างดี รวมถึงสถิติการเสียประตูที่น้อยลงมากด้วย ซึ่งหากดูให้ดีจะเห็นว่าสถิติการเสียประตูในบ้านของลิเวอร์พูลน้อยลงมาก และแทบไม่เสียเลยด้วยซ้ำ โดยประตูสุดท้ายที่พวกเขาเสียให้กับคู่ต่อสู้ในเกมลีกก็คือการเสียประตูตีไข่แตกให้กับไมเคิ่ล อันโตนิโอ กองกลางของเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งวันนั้นพวกเขาก็เอาชนะไปได้ 4-1 ซึ่งก็ผ่านมา 6 เดือนแล้ว จนถึงบัดนี้เขาก็ไม่เสียประตูในถิ่นแอนฟิลด์ในเกมลีกอีกเลย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าการมาของเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ทำให้แผงหลังของลิเวอร์พูลยกระดับขึ้นมาเป็นกองหลังที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ก็ยังเป็นนักเตะเดิมๆ จากที่เคยรั่วกันมาก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ

ฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นฤดูกาลที่สำคัญสำหรับลิเวอร์พูลมาก เพราะเขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลนี้ โดยเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์จะต้องจับคู่กับเดยาน ลอฟเรน กองหลังทีมชาติโครเอเชียเป็นหลัก โดยมีโจเอล มาติป เป็นสำรอง และมีโจ โกเมซที่เหมือนจะพัฒนาขึ้นมาจากฤดูกาลที่แล้วเป็นตัวสอดแทรก ส่วนราดย่า คลาวาน ที่คุณภาพไม่ถึงนั้นก็ได้ถูกปล่อยตัวไปให้ทีมในอิตาลีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหมือนเป็นการกำจัดจุดอ่อนออกจากทีมไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ผู้เล่นที่กุนซือชาวเยอรมันสามารถเลือกใช้งานได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจแล้ว แต่ยังไงก็ตามในตำแหน่งกองหลังคงจะต้องมีเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังวัย 27 ปียืนเป็นตัวหลักในฤดูกาลนี้