สิ่งที่ยังต้องเสริม

ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้นั้นทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา โดยพวกเขามีนักเตะคุณภาพแทบจะทุกตำแหน่ง ทั้ง 11 ตัวจริง รวมถึงบรรดานักเตะตัวสำรองด้วย ที่สามารถหมุนเวียนกันลงสนามได้อย่างยอดเยี่ยม และแทบไม่ส่งผลต่อฟอร์มการเล่น และผลงานของทีมในฤดูกาลนี้เลยด้วย ซึ่งพวกเขายังคงได้ลุ้นแชมป์อีก 3 รายการที่เหลืออย่างเต็มตัว แต่ในศึกคาราบาว คัพ พวกเขาต้องตกรอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยน้ำมือของเชลซีนั่นเอง

ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาลงทุนกับการซื้อตัวนักเตะไปอย่างมหาศาล ทำให้ศักยภาพของทีมนั้นถูกยกระดับขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบรรดานักเตะตัวสำรอง ที่เมื่อฤดูกาลก่อนนั้นพวกเขาเป็นรองทีมยักษ์ใหญ่อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่ในฤดูกาลนี้นั้นกลายเป็นว่านักเตะสำรองของพวกเขาไม่แพ้ทีมยักษ์ใหญ่ทีมอื่นๆ เลยด้วย ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งของทีมสามารถหมุนเวียนใช้งานนักเตะได้ตามที่ต้องการ แต่มีหนึ่งตำแหน่งที่ดูแล้วยังดูติดๆ ขัดๆ และเหมือนว่ากุนซือชาวเยอรมันจะยังไม่มั่นใจในตัวนักเตะสำรอง นั่นก็คือตำแหน่งแบ็คซ้ายนั่นเอง

ตัวจริงในตำแหน่งแบ็คซ้ายของทีมในฤดูกาลนี้ก็คือแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ ที่ซื้อตัวมาจากฮัลล์ ซิตี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาพัฒนาการเล่นมาอย่างต่อเนื่องจากฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาทำได้ดีทั้งการเติมเกมรุก รวมถึงการเล่นเกมรับที่ไม่เปิดช่องให้คู่แข่งได้โจมตีง่ายๆ แต่ตัวสำรองของเขาในฤดูกาลนี้คืออัลแบร์โต้ โมเรโน่ แบ็คซ้ายชาวสเปนวัย 26 ปี ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติของทีมมาตั้งแต่ยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนก่อนหน้านี้ ซึ่งอดีตดาวเตะเซบีญ่ารายนี้เคยเป็นตัวจริงของทีมมาก่อน แต่ตั้งแต่ที่เจอร์เก้น คล็อปป์เข้ามาคุมทีมก็เริ่มถูกลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากเขามีจุดอ่อนในเรื่องของการเล่นเกมรับ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักของตำแหน่งแบ็คซ้ายเลยด้วยซ้ำ ทำให้ฤดูกาลนี้เขาได้โอกาสลงสนามน้อยมาก และทำให้บทบาทหนักต้องตกไปอยู่ที่แอนดรูว์ โรเบิร์ตสันโดยตลอด ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลควรจะเสริมทัพเพิ่มเติมเป็นอย่างยิ่งในช่วงเดือนมกราคมนี้ ถึงแม้ว่าเจมส์ มิลเนอร์ กองกลางตัวเก๋าของทีมจะสามารถเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายได้ก็ตาม แต่เขาจะมีประโยชน์ต่อทีมมากกว่าในการเล่นเป็นกองกลาง รวมถึงการที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ไว้ใจในตัวของโมเรโน่ด้วย ทำให้ควรมีการเสริมทัพเพิ่มเติมในช่วงต่อจากนี้

บทบาทของนักเตะใหม่

    ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ทีมลิเวอร์พูล ได้มีการเสริมทัพไปถึง 170 ล้านปอนด์ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อน ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมทัพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรเลยทีเดียว เนื่องจากบอร์ดบริหารของทีมได้เล็งเห็นถึงแนวโน้มความสำเร็จที่กำลังจะมาถึงภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งชาวเยอรมันนั่นเอง ซึ่งพวกเขาได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นเอง ซึ่งเหมือนเป็นการจุดประกายให้กับสโมสร ที่จะทะเยอทะยานที่จะบินให้สูงกว่าเดิม ทำให้พวกเขาได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพ 4 คนในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นก็คืออลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ฟาบินโญ่ กองกลางเชิงรับชาวบราซิเลี่ยนที่สามารถเล่นได้อย่างหลากหลายในแนวรับ นาบี เกต้า กองกลางห้องเครื่องจากไลป์ซิกในเยอรมัน ซึ่งเป็นนักเตะที่กุนซือวัย 51 ปีหมายตามานาน และจองตัวกันข้ามปีเลยทีเดียว และคนสุดท้ายคือเซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกร่างเล็กทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่ค่าตัวถูกที่สุดเนื่องจากสโต๊ค ซิตี้ ต้นสังกัดของเขาตกชั้นไปเล่นในระดับแชมเปี้ยนชิปนั่นเอง ทำให้ค่าตัวถูกอย่างเหลือเชื่อ

ในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมาเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ทำการเริ่มเข้าแคมป์เก็บตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคม ซึ่งถือว่าเร็วกว่าทีมอื่นๆ ประมาณ 2 สัปดาห์เลยทีเดียว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ รวมถึงเป็นการให้โอกาสนักเตะสำรองได้พิสูจน์ฝีเท้าอีกครั้งด้วย ทำให้ช่วงต้นฤดูกาลพวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทันที โดยนักเตะใหม่ได้เข้ามามีบทบาทตั้งแต่เริ่มแค่คนเดียวเท่านั้น คืออลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูที่กลายเป็นมือ 1 ของทีมในฤดูกาลนี้นั่นเอง ซึ่งเขาได้เป็นตัวจริงตั้งแต่เริ่มฤดูกาล ส่วนตำแหน่งอื่นๆ นั้นอดีตกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ยังคงใช้นักเตะจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วลงสนามไปก่อนเป็นหลัก โดยมีนาบี เกต้า กองกลางจอมขยันที่ก็เริ่มมีบทบาทเช่นกัน แต่ก็เข้าๆ ออกๆ ในฐานะตัวจริง และตัวสำรอง ส่วนเซอร์ดาน ชากิรี่ ก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวสำรองไปก่อน และฟาบินโญ่ถือว่าเป็นนักเตะที่มาได้โอกาสช้ากว่าเพื่อน ซึ่งต้องรอถึงในเดือนตุลาคมเลยทีเดียว กว่าที่เขาจะได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารจัดการทีมที่ยอดเยี่ยมทีเดียวของเจอร์เก้น คล็อปป์ โดยในตอนนี้เหล่านักเตะใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทกับทีมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว รวมถึงพวกเขาสามารถปรับตัวกับแผนการเล่นของทีมได้แล้วด้วย ทำให้ผลงานของทีมนั้นยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้

แพงที่สุด แต่คุ้มสุด

  ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลได้ทำการทุ่มทุนอย่างมหาศาลในการคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังชาวดัตช์จากเซาต์แธมตัน คู่แข่งร่วมลีกมาร่วมทีมด้วยค่าตัวถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นสถิตินักเตะในตำแหน่งกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบันนี้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมที่มีเงินถุงเงินถังแต่อย่างใด และก็ไม่ใช่ทีมที่ทุ่มเงินซื้อนักเตะด้วยค่าตัวมหาศาลแบบนี้ด้วย แถมในตอนนั้นเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ก็ไม่ได้มีความสุดยอดถึงขนาดจะมีค่าตัวมหาศาลเท่านี้ แต่ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะจำใจจ่ายให้กับทีม “นักบุญ” เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวว่าพวกเขาได้ไปทำการติดต่อแบบผิดกฏกับนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ซึ่งทำให้ทางเอฟเอเกือบจะลงดาบลิเวอร์พูลด้วยซ้ำในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ในช่วงหน้าหนาว พวกเขาต้องยอมจ่ายตามราคาที่เซาต์แธมตันต้องการ เพื่อปิดจ็อบให้เรียบร้อย ซึ่งในตอนนั้นถูกแฟนบอลทีมอื่นนั้นถากถางกันมากทีเดียว ว่าเป็นการซื้อที่แพงเกินจริง และน่าจะเป็นการซื้อที่ล้มเหลวอย่างแน่นอนด้วย

แต่ทว่าหลังจากที่เฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงย้ายมาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ กลับสามารถทำให้เกมรับของลิเวอร์พูลที่เคยเสียประตูอย่างง่ายดายมาโดยตลอด กลายมาเป็นทีมที่แพ้ได้ยากมากทีมหนึ่งของพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และในฤดูกาลนี้เขาก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักในแนวรับของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าใครจะมายืนเป็นคู่พาร์ทเนอร์ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางในฤดูกาลนี้ก็ตาม ซึ่งเขาเป็นตัวยืนในตำแหน่งนี้โดยตลอด และเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของทีมก็จะปรับเปลี่ยนคู่เซ็นเตอร์ไปตามสถานการณ์ของทีม หรือดูจากคู่แข่งเป็นหลัก โดยมีทั้งโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ โจเอล มาติป กองหลังร่างสูงทีมชาติแคเมรูน และเดยัน ลอฟเรน ปราการหลังจอมแกร่งทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดของลีกในฤดูกาลนี้ไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อตัวที่คุ้มค่ามากๆ กับราคา 75 ล้านปอนด์ แต่มันกำลังจะทำให้พวกเขากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นแชมป์ที่พวกเขารอคอยมานานเกือบ 30 ปีเลยทีเดียว รวมถึงการไล่ล่าแชมป์รายการต่างๆ หลังจากนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อแห่งทศวรรษร่วมกับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ยอดตัวรุกของทีมเลยก็ว่าได้

บทความโดย  918kissbyp8.com

‘ซาล่าห์’ ที่เริ่มกลายร่าง

    ในโลกแห่งฟุตบอลยุคปัจจุบัน มีนักเตะอยู่เพียง 2 คนเท่านั้นที่ถูกยกให้เป็นสุดยอดดาวเตะของโลกในเวลานี้ ซึ่งก็คือลิโอเนล เมสซี่ ยอดเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติอาร์เจนติน่าของสโมสรบาร์เซโลน่า และอีกคนก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงกัปตันทีมชาติโปรตุเกสที่ย้ายจากเรอัล มาดริดไปร่วมทีมยูเวนตุสเมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยสถิติการถล่มประตูในแต่ละฤดูกาล รวมถึงการแก่งแย่งกันคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในแต่ละปี รวมถึงรางวัลอันทรงเกียรติอย่างบัลลง ดอร์ พวกเขาก็คว้ากันมาแล้วคนละ 5 สมัย ทำให้ถูกยกให้เป็นนักเตะหมายเลข 1 ของโลกร่วมกัน โดยที่นักเตะคนอื่นๆ นั้นยังถูกมองว่าอยู่คนละระดับกับทั้ง 2 คนนี้ แม้แต่เนย์มาร์ ยอดดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นได้

แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกทีมชาติอิยิปต์ที่ย้ายจากโรม่า มาร่วมทีมลิเวอร์พูล และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด ด้วยถล่มไปถึง 44 ประตูจากทุกรายการ ทำให้ดาวเตะวัย 26 ปีรายนี้ถูกแฟนบอลทีม “หงส์แดง” ยกระดับไปให้มีความเทียบเท่ากับลิโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้เลยทีเดียว ซึ่งผลงานเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็ถือว่าสุดยอดจริงๆ ทั้งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม และดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีก แต่มันก็เป็นเพียงแค่ฤดูกาลแรกของเขาเท่านั้น ส่วน 2 ดาวเตะชื่อก้องโลกนั้นทำในลักษณะนี้มาทุกฤดูกาล ทำให้แฟนบอลของทีมอื่นๆ นั้นยังไม่เห็นด้วยกับการยกระดับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ขึ้นไปเทียบเท่ากับจอมถล่มประตู 2 รายนั้นเท่าไหร่นัก และในช่วงเปิดฤดูกาลที่ผ่านมาผลงานของเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าที่นักด้วย เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของความฟิต และอาการบาดเจ็บที่รบกวนมาตั้งแต่ช่วงฟุตบอลโลก ที่ฝืนลงช่วยทีมชาติอิยิปต์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ผลงานนั้นไม่เปรี้ยงเหมือนฤดูกาลที่แล้ว

แต่ในช่วงหลังมานี้ ฟอร์มการเล่นของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เริ่มกลับมาเข้าที่อีกครั้ง และมีแนวโน้มทที่จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้วอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เขาได้ก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกแล้วด้วย เมื่อล่าสุดเขาสามารถทำแฮตทริคแรกของฤดูกาลได้สำเร็จ ซึ่งหากว่าผลงานของเขายังสุดยอดแบบนี้ต่อไป ก็อาจจะทำให้แฟนบอลทีมอื่นยากที่จะปฏิเสธความสุดยอดของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นยอดดาวเตะของโลกคนต่อไป

นายด่านที่เปลี่ยนไป

   บทความฟุตบอลของลิเวอร์พูลโดย live22vip.net เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลผ่านเข้าไปถึงรองชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการผ่านทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมเป็นยอดทีมของพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงผ่านโรม่า ทีมฟอร์มแรงจากกัลโช่ เซเรีย อาเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของเจอร์เก้น คล็อปป์ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ที่สามารถพาทีม “หงส์แดง” ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดในปี 2005 ในยุคของราฟาเอล เบนิเตซ ซึ่งอันที่จริงพวกเขามีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ได้ด้วยซ้ำ เมื่อได้ประตูออกนำเรอัล มาดริด แชมป์เก่า 2 สมัยไปก่อนด้วย แต่แล้วก็เกิดจุดเปลี่ยนของเกมถึง 2 ครั้ง เมื่อโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกคนสำคัญของทีมมาได้รับบาดเจ็บจากการเข้าสกัดของเซร์คิโอ รามอส ปราการหลังตัวแสบของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ทำให้ดาวเตะทีมชาติอิยิปต์เล่นต่อไม่ไหว และถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไป ทำให้หลังจากนั้นมาเกมรุกของลิเวอร์พูลนั้นไปไม่เป็นเลยทีเดียว และจุดเปลี่ยนที่ 2 ก็คือความผิดพลาดของผู้รักษาประตูอย่างลอริส คาริอุส นายประตูรูปหล่อชาวเยอรมันนั่นเอง ซึ่งผิดพลาดในการออกบอลง่ายๆ ให้เพื่อนร่วมทีม แต่โดนคาริม เบนเซม่า โฉบไปยิงตีเสมอได้สำเร็จ ทำให้โฉมหน้าของเกมนั้นเปลี่ยนไปทันที รวมถึงมาพลาดรับกระฉอกในประตูที่ 3 ของเรอัล มาดริดอีกครั้ง ทำให้เกมนั้นจบลงอย่างสมสูรณ์ทันที

ด้วยความผิดหวังเป็นอย่างยิ่งกับการชวดแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือว่าเป็นหนที่ 2 ของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันแล้ว ที่เข้าไปแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเขาเคยพาโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ เข้าไปพ่ายให้กับบาเยิร์น มิวนิคมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาลิเวอร์พูลมีการเสริมทัพอย่างมหาศาล รวมถึงตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วย ที่ได้ทำการปล่อยตัวลอริส คาริอุส ที่เป็นจุดอ่อนของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วไปให้กับเบซิคตัส ทีมดังของประเทศตุรกียืมตัวไปใช้งาน พร้อมออปชั่นในการขายขาดด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้นพวกเขาได้ไปทุ่มเงินถึง 70 ล้านยูโรคว้าตัวอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลของอาแอส โรม่า ในอิตาลีมาร่วมทีมแทน ซึ่งในฤดูกาลนี้นายประตูวัย 26 ปีได้แสดงให้เห็นในทันทีว่าทำไมเขาถึงมีค่าตัวมหาศาล และสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนของทีม กลายเป็นจุดแข็งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในฤดูกาลนี้ ซึ่งเขาช่วยเซฟประตูให้กับทีมได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้

ห้องเครื่องคนใหม่

    หลังจากที่หมดยุคของสตีเว่น เจอร์ราร์ด กองกลางระดับตำนานของสโมสร รวมถึงเป็นขวัญใจของแฟนบอลลิเวอร์พูลไปแล้วในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ปล่อยตัวเขาออกจากทีมให้ไปค้าแข้งในสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นลิเวอร์พูลก็ขาดห้องเครื่องในตำแหน่งหมายเลข 8 มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีการซื้อจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์มาจากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้เลย รวมถึงจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่พยายามจะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมด้วย แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เจอร์ราร์ดทำมาตลอดอาชีพค้าแข้งของเขา จนกระทั่งการมาของนาบี เกต้า กองกลางชาวกินีที่ลิเวอร์พูลไปจองตัวไว้มาตั้งแต่ช่วงฤดูกาลที่แล้ว ด้วยเงื่อนไขต่างๆ แล้วที่พวกเขาต้องจ่ายให้กับไลป์ซิกถึง 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมากทีเดียว แถมยังไม่ได้ใช้งานโดยทันทีด้วย

แต่พอได้เห็นฟอร์มของกองกลางหมายเลข 8 คนใหม่ของทีม “หงส์แดง” แล้วต้องบอกได้เลยว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป และต้องรอเวลาในการใช้งานกว่า 1 ปีเป็นอย่างมาก ซึ่งนาบี เกต้า สามารถเล่นได้ครบเครื่องในตำแหน่งกองกลางเป็นอย่างมาก ทั้งการรุก และการตัดเกมในขณะที่เป็นฝ่ายรับด้วย ซึ่งเขามีสถิติที่เป็นอันดับต้นๆ แทบทุกอย่างที่สำคัญในตำแหน่งแดนกลางในศึกบุนเดสลีก้าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทั้งการส่งบอล การเลี้ยง การเข้าสกัด และการตัดบอล เขามีสถิติอยู่ในลำดับต้นๆ ของลีกเมืองเบียร์ทุกอย่าง ซึ่งถือว่ามีความครบเครื่องเป็นอย่างมาก ทำให้ฤดูกาลนี้เขาถูกมองว่าจะเข้ามาเป็นกองกลางตัวเลือกอันดับแรกของเจอร์เก้น คล็อปป์ในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าคู่แข่งในแดนกลางในถิ่นแอนฟิลด์จะมีมากก็ตาม ทั้งเจมส์ มิลเนอร์ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน อดัม ลัลลาน่า และนักเตะใหม่อย่างฟาบินโญ่ด้วย นี่ยังไม่รวมถึงอเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลนที่เจ็บยาวอีกด้วย  ซึ่งความครบเครื่องของเขาทำให้โอกาสในการถูกส่งลงสนามมีมากที่สุด เพราะนักเตะในแดนกลางส่วนใหญ่ในระยะหลังจะต้องมีจุดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรุก หรือรับก็ตาม แต่ว่ากองกลางตัวใหม่วัย 23 ปีกลับทำได้ดีทั้ง 2 มิติ ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่อเกมของลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก ซึ่งเขามีทั้งความเร็ว และความแข็งแกร่งด้วย ทำให้สามารถเล่นในพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบาย ตอนนี้ติดแค่เรื่องภาษาของเขาเท่านั้นที่ยังไม่ชำนาญภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่

 

ความสำคัญของฟาน ไดจค์

    ตั้งแต่ที่ลิเวอร์พูลมีข่าวให้ความสนใจเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปรากรหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์จากเซาต์แธมตันในช่วงต้นปีที่แล้ว แฟนบอลหลายคนยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยด้วยซ้ำว่าทำไมจะต้องเป็นเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์เท่านั้น เนื่องจากหลังจากที่ลิเวอร์พูลล้มเหลวที่จะได้ตัวดาวเตะวัย 27 ปีในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ทางเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของทีมก็ไม่ได้ไปหาเป้าหมายใหม่แต่อย่างใด แต่ยังคงเฝ้ารอการมาของดาวเตะรายนี้อยู่เสมอ และสุดท้ายเขาก็ได้ตัวมาร่วมทีมเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งลิเวอร์พูลต้องเสียค่าตัวให้กับทีม “นักบุญ” ถึง 75 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งกลายเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกทันที

แต่แล้วการมาของเขาก็ตอบคำถามทุกอย่างว่าทำไมเจอร์เก้น คล็อปป์ถึงอยากได้ตัวเขามาร่วมทีมมาก ซึ่งดูจากผลงานในสนามของลิเวอร์พูลก็จะได้คำตอบเป็นอย่างดี รวมถึงสถิติการเสียประตูที่น้อยลงมากด้วย ซึ่งหากดูให้ดีจะเห็นว่าสถิติการเสียประตูในบ้านของลิเวอร์พูลน้อยลงมาก และแทบไม่เสียเลยด้วยซ้ำ โดยประตูสุดท้ายที่พวกเขาเสียให้กับคู่ต่อสู้ในเกมลีกก็คือการเสียประตูตีไข่แตกให้กับไมเคิ่ล อันโตนิโอ กองกลางของเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งวันนั้นพวกเขาก็เอาชนะไปได้ 4-1 ซึ่งก็ผ่านมา 6 เดือนแล้ว จนถึงบัดนี้เขาก็ไม่เสียประตูในถิ่นแอนฟิลด์ในเกมลีกอีกเลย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าการมาของเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ทำให้แผงหลังของลิเวอร์พูลยกระดับขึ้นมาเป็นกองหลังที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ก็ยังเป็นนักเตะเดิมๆ จากที่เคยรั่วกันมาก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ

ฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นฤดูกาลที่สำคัญสำหรับลิเวอร์พูลมาก เพราะเขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาลนี้ โดยเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์จะต้องจับคู่กับเดยาน ลอฟเรน กองหลังทีมชาติโครเอเชียเป็นหลัก โดยมีโจเอล มาติป เป็นสำรอง และมีโจ โกเมซที่เหมือนจะพัฒนาขึ้นมาจากฤดูกาลที่แล้วเป็นตัวสอดแทรก ส่วนราดย่า คลาวาน ที่คุณภาพไม่ถึงนั้นก็ได้ถูกปล่อยตัวไปให้ทีมในอิตาลีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหมือนเป็นการกำจัดจุดอ่อนออกจากทีมไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ผู้เล่นที่กุนซือชาวเยอรมันสามารถเลือกใช้งานได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจแล้ว แต่ยังไงก็ตามในตำแหน่งกองหลังคงจะต้องมีเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ กองหลังวัย 27 ปียืนเป็นตัวหลักในฤดูกาลนี้

แบ็คซ้ายที่หามานาน

  บทความวิเคราะห์ฟุตบอลจาก สล็อตออนไลน์ หลังจากที่หมดยุคของยอห์น อาร์เน่ ริเซ่ แบ็คซ้ายทีมชาตินอร์เวย์ไป ลิเวอร์พูลก็ขาดแบ็คซ้ายที่เล่นได้อย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งมันก็ผ่านมาแล้ว 1 ทศวรรษด้วยซ้ำ แต่ทีม “หงส์แดง” ก็พึ่งจะมาค้นพบแบ็คซ้ายที่จะเป็นตัวหลักของทีมในระยะยาวได้แล้ว ซึ่งก็คือแอนดรูว โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ที่พวกเขาไปดึงมาจากฮัลล์ ซิตี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ด้วยค่าตัวเพียง 8 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งน้อยมากๆ สำหรับการซื้อขายนักเตะแบบทุกวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้หลังจากที่ลิเวอร์พูลไม่มียอร์น อาร์เน่ ริเซ่เป็นตัวหลักในตำแหน่งแบ็คซ้าย พวกเขาก็ไปซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในตำแหน่งนี้หลายคนทีเดียว ซึ่งก็ล้วนแต่ไม่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น อย่างเช่นฟาบิโอ ออเรลิโอ แบ็คซ้ายชาวบราซิเลี่ยนที่พวกเขาไปดึงตัวมาจากบาเลนเซีย ในยุคของราฟาเอล เบนิเตซ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาก็เป็นโชเซ่ เอ็นริเก้ ดาวเตะชาวสเปนที่ไปดึงมาจากบีญาร์เรอัลเมื่อปี 2011 และต่อมาก็เป็นอัลแบร์โต้ โมเรโน่ แบ็คซ้ายความเร็วสูงจากเซบีญ่าด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ ซึ่งก็ยังอยู่ในทีมยุคปัจจุบันของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งชาวเยอรมันด้วย แต่ตอนนี้เขาต้องอยู่ในฐานะตัวสำรองของแอนดรูว โรเบิร์ตสันเท่านั้น

เมื่อฤดูกาลที่แล้วการมาของแอนดรูว โรเบิร์ตสันก็เริ่มต้นไม่ค่อยสวยนัก และมีปัญหาส่วนตัวด้วย ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับโอกาสให้ลงสนามมากนัก แต่หลังจากเคลียร์ปัญหากันได้เรียบร้อยแล้วก็กลับมาได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนช่วยให้ทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จด้วย ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะได้แค่รองแชมป์ก็ตาม แต่ว่าฟอร์มการเล่นของเขาก็ได้รับคำชมอย่างมากจากแฟนบอลลิเวอร์พูล ซึ่งฟอร์มการเล่นของเขายังดีมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมา และสามารถยืดตำแหน่งตัวจริงในถิ่นแอนฟิลด์ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และผลักให้อัลแบร์โต้ โมเรโน่ต้องลงไปนั่งเป็นตัวสำรองเท่านั้น ซึ่งอนาคตของแอนดรูว โรเบิร์ตสันยังมีอีกยาวไกล เมื่อปีนี้เขาพึ่งจะอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น หากเจอร์เก้น คล็อปป์ยังทำทีมลิเวอร์พูลแบบนี้ต่อไป เขาอาจจะกลายเป็นแบ็คซ้ายอันดับต้นๆ ของยุโรปก็เป็นได้ ซึ่งต้องอยู่ที่ว่าเขาจะสามารถรักษาฟอร์มเก่งแบบนี้ไปได้ตลอดอาชีพหรือไม่

3 ประสาน

    ลิเวอร์พูลในยุคการคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ได้รับการยอมรับว่ามีการเล่นดุดัน และเล่นเกมเพรสซิ่งได้ดี จนมีชื่อเรียกแท็คติกนี้ว่า “เจอร์เก้น เพรสซิ่ง” และมีเกมรุกที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงพยายามบุกเอาประตูอยู่ตลอดเวลา ทำให้นักเตะในเกมรุกมีผลงานที่ดีแทบทุกคน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนแบบบาร์เซโลน่า ในยุคของ MSN ที่มี 3 ประสานเป็นลิโอเนล เมสซี่ หลุยส์ ซัวเรซ และเนย์มาร์ หรือเรอัล มาดริดในยุคที่มี BBC ที่มีคาริม เบนเซม่า แกเร็ธ เบล และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ 3 ประสานในแดนหน้านั้นจะมีสถิติการยิงประตูที่สุดยอดทุกคน โดยลิเวอร์พูลในยุคนี้ก็มี 3 ประสานแบบนั้นเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วยโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ซึ่งพึ่งได้มาเล่นร่วมกันเมื่อฤดูกาลที่แล้วเท่านั้น แต่กลับเล่นกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ และทำผลงานได้ดีทุกคน โดยเฉพาะโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ปีกทีมชาติอิยิปต์ ที่พึ่งย้ายมาจากโรม่าเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว แต่กลับยกระดับตัวเองขึ้นมายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ ประหนึ่งอยู่ในระดับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือลิโอเนล เมสซี่อย่างไงอย่างงั้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์ ในการซื้อนักเตะทั้ง 3 รายเข้ามาเล่นร่วมกัน

เมื่อฤดูกาลที่แล้วที่ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะจบอันดับที่ 4 ของตาราง แต่ว่าพวกเขาเป็นทีมที่สามารถทำประตูได้เป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก โดยทำได้ถึง 84 ประตู และเป็นรองเพียงทีมแชมป์สายโหดอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำไปได้ถึง 106 ประตูเพียงทีมเยวเท่านั้น และสถิติของนักเตะในแดนหน้าของลิเวอร์พูลก็ยอดเยี่ยมทุกคน โดยโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ทำไปได้ 27 ประตูกับอีก 16 แอสซิสต์ ซาดิโอ มาเน่ 20 ประตู 9 แอสซิสต์ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ทำไป 44 ประตูกับอีก 14 แอสซิสต์ ซึ่งรวมกันแล้วเฉพาะ 3 ประสานนี้พวกขาก็ถล่มประตูให้ทีมไปแล้วถึง 91 ประตูเลยทีเดียวจากการแข่งขันในทุกรายการ ซึ่งถือว่าโหดที่สุดใน่พรีเมียร์ลีกแล้ว หากนับเฉพาะ 3 ประสานในแดนหน้าเท่านั้น

ฤดูกาลที่จะถึงนี้หากว่าลิเวอร์พูลอยากที่จะประสบความสำเร็จในฟุตบอลรายการใดรายการหนึ่ง ก็ต้องหวังให้ 3 ดาวยิงนี้ไม่บาดเจ็บล้มตายกันไปเสียก่อน และต้องไม่มีใครที่บาดเจ็บในระยะยาวด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีใครเจ็บไป พวกเขาก็ยังมีเซอร์ดาน ชากิรี่ ที่พร้อมจะมาหมุนเวียนในแดนหน้าอยู่แล้ว

แชมเบอร์เลน

    หลังจากที่อยู่ค้าแข้งในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมถึง 6 ฤดูกาลเต็ม อเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลน อดีตดาวรุงของเซาต์แธมตันก็ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลในช่วงวันปิดตลาดนักเตะช่วงหน้าร้อนปีที่แล้ว ด้วยค่าตัวสูงถึง 35 ล้านปอนด์ และเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งช่วงย้ายมาแรกๆ เขาก็ต้องเจอกับช่วงที่ลิเวอร์พูลยังฟอร์มไม่เข้าที่ โดยได้ลงสนามในสีเสื้อลิเวอร์พูลครั้งแรกในเกมที่พ่ายเละให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-5 แต่หลังจากนั้นทีมก็เริ่มดีขึ้น และดาวเตะวัย 24 ปีก็ได้เป็นตัวหลักในถิ่นแอนฟิลด์ตลอดหลังจากนั้น และเขาทำผลงานได้ดีมาตลอดจากการลงสนามเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางตามที่เขาต้องการ จากแต่ก่อนที่เขาจะถูกจับลงสนามเป็นตัวริมเส้นตลอด

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเขาต้องได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านถล่มโรม่า 5-2 ในรอบรองชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดแรก ซึ่งต้องโดนถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 15 และหลังจากนั้นก็มีรายงานว่าอาการบาดเจ็บของเขารุนแรงถึงขั้นที่ทำให้ต้องชวดทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียด้วย ทำให้เขาต้องจบฤดูกาลกับลิเวอร์พูลด้วยการช่วยทีมลงสนาม 42 นัด และสามารถทำได้ 5 ปรตู แต่ก็มีเรื่องน่าเสียดายที่ต้องชวดลงสนามในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกช่วงปลายเดือนพฤษภาคมด้วย

และล่าสุดเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมาสโมสรลิเวอร์พูลได้ออกแถลงการณ์ว่าอาการบาดเจ็บของอเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลนจากเมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วจะทำให้เขาต้องชวดการเล่นให้กับทีมในฤดูกาลนี้ทั้งฤดูกาลด้วย ซึ่งไม่ใช่มีอาการเจ็บเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่เจ้าตัวรู้มาแต่แรกแล้วว่าต้องเจ็บยาว แต่ไม่ได้แจ้งกับเพื่อนร่วมทีม เนื่องจากตอนนั้นทีมกำลังจะเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก หากแจ้งอาการบาดเจ็บของตัวเองไป กลังจะทำให้เพื่อนร่วมทีมหดหู่ และหมดกำลังใจ ซึ่งฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลก็ได้ทำการเสริมกองกลางมาเพิ่มถึง 2 ราย ทั้งนาบี เกต้า และฟาบินโญ่ เพื่อมาทดแทนอาการบาดเจ็บของอเล็ก อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลนพอดี ทำให้สโมสรเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะประกาศอาการบาดเจ็บที่แท้จริง  แต่ก็เท่ากับว่าดาวเตะวัย 24 ปีจะต้องเสียเวลาไปรักษาอาการบาดเจ็บไป 1 ฤดูกาลเต็มๆ เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายกับโอกาสในการพัฒนาของดาวรุ่งรายนี้ ที่กำลังจะมีแนวโน้มที่ดีกับการเล่นในตำแหน่งใหม่