บทบาทใหม่ “เฮนโด้”?

    ตั้งแต่ย้ายมาจากซันเดอร์แลนด์สู่ถิ่นแอนฟิลด์เมื่อมิถุนายนปี 2011 จอร์แดน เฮ็นเดอร์สัน กองกลางรูปหล่อชาวอังกฤษก็กลายเป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคการคุมทีมของเคนนี่ ดัลกลิช กุนซือชาวสก็อตแลนด์ที่ซื้อตัวเขามาด้วยค่าตัวสูงถึง 20 ล้านปอนด์ และไล่มาถึงเบรนแดน ร็อดเจอร์ส และล่าสุดกับเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ซึ่งช่วงแรกที่อดีตกุนซือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์เข้ามารับงาน อดีตกองกลางจากซันเดอร์แลนด์ ยังไม่ค่อยได้รับโอกาสให้ลงสนามมากนัก เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวนด้วย แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในแดนกลางของลิเวอร์พูลอย่างเต็มตัว โดยมีคู่ขาเป็นเอ็มเร่ ชาน กับจอร์จินโญ่ ไวจ์นาลดุม กองกลางชาวดัตช์ ที่สลับกันมาเล่นคู่กัน และยังมีเจมส์ มิลเนอร์ กับอเล็ก อ็อกเหล็ด แชมเบอร์เลนเป็นตัวสแตนด์บาย แต่ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ กองกลางวัย 28 ปีมีโอกาสที่จะกระเด็นไปนั่งบนม้านั่งสำรองสูงมาก เนื่องจากการมาของฟาบินโญ่ กองกลางตัวรับชาวบราซิเลี่ยน ที่ทีมควักเงินกว่า 50 ล้านยูโรให้โมนาโกเพื่อคว้าตัวมาร่วมทีม และนาบี เกต้า กองกลางจอมแกร่งทีมชาติกินีจากไลป์ซิกอีกราย ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์ทุ่มเงินไปกว่า 100 ล้านยูโรเพื่อคว้าดาวเตะ 2 รายนี้มาร่วมทีม ซึ่งน่าจะส่งลงเป็นตัวจริงด้วยกันทั้งคู่ ทำให้บางแท็คติกเฮ็นเดอร์สันน่าจะหลุดไปนั่งเป็นตัวสำรองในฤดูกาลนี้ ถึงแม้เขาจะมีบทบาทเป็นกัปตันทีมของ “หงส์แดง” ก็ตาม

การเสริมทัพของทีม “หงส์แดง” ในฤดูกาลนี้เป็นทั้งการเสริมความแข็งแกร่งทั้งการยกระดับ 11 ตัวจริง และเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโรเตชั่นด้วย ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพทั้งตัวจริง และตัวสำรอง เพื่อรองรับศึกเล็กศึกใหญ่ ทั้งในเกมลีก และฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ รวมถึงศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกเขาเป็นรองแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ทำให้จอร์แดน เฮ็นเดอร์สัน ถูกมองว่าจะกลายมาเป็นตัวสำรองหมายเลข 1 ในตำแหน่งแดนกลางซะมากกว่า หากทีมใช้ระบบ 4-2-3-1 แต่หากมีการปรับระบบมายืนในระบบ 4-3-3 กองกลางทีมชาติอังกฤษก็มีโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงเช่นกัน

บทบาทใหม่สำหรับจอร์แดน เฮ็นเดอร์สัน น่าจะเหมาะกับกองกลางวัย 28 ปีอย่างเขาพอดี ซึ่งสไตล์การเล่นเกมเร็ว และไล่บีบคู่แข่งตั้งแต่แดนบนของเจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งต้องใช้พลังงานอย่างมาก ทำให้อาจมีการโรเตชั่นในแดนกลางมากขึ้น เมื่อมีตัวเลือกในแดนกลางที่มีฝีเท้าที่ไม่ต่างกันมาก และโอกาสลงสนามของ “เฮ็นโด้” ก็อาจจะไม่ลดลงมากอย่างที่คิดก็ได้

 

ต้องดีกว่า “คาริอุส”

  

     การแข่งขันฟุตบอลที่จะมี 11 คนที่ลงสนามในแต่ละนัด โดยทั้งตำแหน่งกองหลัง กองกลาง หรือกองหน้าต่างก็มีโอกาสลงสนามหลายคนในแต่ละนัด แต่ในตำแหน่งผู้รักษาประตูแล้วจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้ลงสนาม และไม่ค่อยมีการเปลี่ยนตัวสำรองลงสนามด้วย หากผู้รักษาประตูไม่มีอาการบาดเจ็บระหว่างแข่งขัน และในตำแหน่งอื่นๆ ต่างที่จะเกิดความผิดพลาดในแต่ละเกมได้ ซึ่งบางจังหวะอาจไม่ส่งผลกระทบต่อทีมมากนัก แต่ไม่ใช่กับตำแหน่งผู้รักษาประตู เพราะถ้าหากด่านสุดท้ายของทีมเกิดความผิดพลาด เท่ากับว่ามีโอกาสจะเสียประตูให้กับทีมผู้ต่อสู้ทันที ซึ่งเป็นเรื่องลิเวอร์พูลกำลังประสบปัญหาอยู่ในเวลานี้ เมื่อลอริส คาริอุส ผู้รักษาประตูชาวเยอรมันที่ได้รับความไว้วางใจจากเจอร์เก้น คล็อปป์ ให้เป็นมือ 1 ของทีมเกิดข้อผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง จนนำมาซึ่งการเสียประตูให้กับคู่แข่ง โดยเฉพาะในนัดสำคัญเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่เขาไปพลาด 2 จังหวะให้กับคาริม เบนเซม่า และแกเร็ธ เบล ของเรอัล มาดริดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในนัดชิงชนะเลิศ และทีมต้องพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด แต่ดูเหมือนว่ากุนซือชาวเยอรมันจะยังไว้วางใจให้ลูกรักยืนเฝ้าเสาต่อไปในฤดูกาลนี้ แต่ในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมานายทวารวัย 25 ปีก็เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีกครั้งในนัดอุ่นเครื่องกับทรานเมียร์ โรเวอร์ส ซึ่งถึงแม้จะเป็นเพียงเกมอุ่นเครื่องก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ดีพอที่จะเป็นนายทวารสำหรับทีมที่อยากคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ ทำให้มีกระแสจากแฟนบอลของทีมว่าควรที่จะเสริมทัพในตำแหน่งผู้รักษาประตูได้แล้วในซัมเมอร์นี้

ทีม “หงส์แดง” ตกเป็นข่าวว่าเล็งหาผู้รักษาประตูมาตั้งแต่ก่อนจบฤดูกาลที่แล้ว ทั้งกับอัลลิซอน เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลของโรม่าจานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายด่านดาวรุ่งของเอซี มิลาน ซึ่งจากชื่อชั้น และฟอร์มการเล่นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถือว่ามีมาตรฐานที่ดีกว่าลอริส คาริอุสอย่างแน่นอน ซึ่งถึงแม้สโมสรต้นสังกัดของแต่ละคนจะเรียกราคาค่าตัวที่สูงมากก็ตาม แต่ถ้ามันสามารถแก้ไขจุดอ่อนได้อย่างตรงจุดแล้ว ถือว่ามันน่าจะคุ้มกับการลงทุน

ดั่งที่มีคำพูดติดปากของชาวโซเชี่ยลมีเดียร์ในช่วงนี้ก็คือ “ของมันต้องมี” ซึ่งน่าจะคำพูดที่ตรงใจแทนแฟนบอล “หงส์แดง” ที่อยากจะพูดบอกกล่าวกับเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่งของทีมมากที่สุด เพราะถึงแม้เกมรุกจะสุดยอดแค่ไหน แต่ถ้าผู้รักษาประตูยังผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ คนยิงประตูก็ท้อได้เหมือนกัน

“หงส์แดง” พร้อมลุ้นเต็มตัว

     เป็นเวลากว่า 28 ปีเต็มแล้วที่ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 1989-1990 เรียกว่าสาวก “เดอะ ค็อป” บางคนรอจนรากงอกแล้วก็ยังไม่ได้เห็นทีมรักสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งซักที โดยพวกเขาเกือบทำสำเร็จครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 5 ฤดูกาลที่แล้ว ในยุคการคุมทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส โดยมีสตีเว่น เจอร์ราร์ด และหลุยส์ ซัวเรซ เป็นตัวชูโรง แต่พวกเขาดันมาพลาดท่าในช่วง 3 นัดสุดท้าย จนทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครองในท้ายที่สุด

แต่มาในฤดูกาลนี้พวกเขาถูกมองว่ามีโอกาสกลับมาลุ้นแชมป์แบบเต็มตัวอีกครั้ง หลังจากเสริมทีมได้อย่างน่ากลัวมาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อพวกเขาได้เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ และนาบี เกต้า กองกลางตัวตัดเกมชาวกินีมาร่วมทีม และพึ่งได้ฟาบินโญ่ กองกลางจากโมนาโกมาร่วมทีมอีกรายในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา และเมื่อผนวกกับขุมกำลังที่มีอยู่ก่อนแล้วอย่างซาดิโอ มาเน่ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่แล้ว ทำให้ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งทั้งตัวจริง และตัวสำรองเลยทีเดียว ซึ่งอาจจะแข็งแกร่งกว่านี้อีกหากมีการเสริมทัพเพิ่มเติมก่อนเปิดฤดูกาล ตอนนี้จุดที่น่าจะเป็นจุดอ่อนของทีมเพียงจุดเดียวก็คือตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ยังหาใครมาแทนลอริส คาริอุส และซิมง มิโญเล่ต์ ไม่ได้ และทำท่าว่าน่าจะใช้นายด่าน 2 รายนี้ทำหน้าที่ต่อไปในฤดูกาลหน้าด้วย ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่าผู้รักษาประตูทั้ง 2 รายนี้จะโชว์ฟอร์มได้ดีแค่ไหน ซึ่งอาจจะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในฤดูกาลนี้ก็ได้ หากเกิดความผิดพลาดขึ้นจากตำแหน่งผู้รักษาประตูอีก

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง และเป็นคุณสมบัติของทีมที่จะเป็นแชมป์ลีกได้ก็คือความสม่ำเสมอ ซึ่งลิเวอร์พูลขาดสิ่งนี้มาตลอด และทำให้พวกเขาพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกมาโดยตลอดเช่นกัน ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเก่งกาจมากแค่ไหน ทั้งการที่ทีมสามารถผ่านเข้าไปชิงศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ และยังสามารถโค่นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ทั้งไปทั้งกลับในศึกบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปอีกด้วย ซึ่งทำให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีความสามารถเพียงไหน ติดอยู่ที่ยังขาดความสม่ำเสมอเท่านั้น แต่หากบรรดาตัวหลักของทีมยังโชว์ฟอร์มโดดเด่นเหมือนฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลถือว่ามีสิทธิ์ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบเต็มตัวอย่างแน่นอน

แรงขับจากความผิดหวัง

      ถึงแม้ว่าความพ่ายแพ้ต่อเรอัล มาดริด 1-3 ในรอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จะเป็นความเจ็บปวดสำหรับสาวก “เดอะ ค็อป” ก็ตาม แต่ความพ่ายแพ้บางทีก็มีแง่มุมที่ดีก็ได้ หากนำความพ่ายแพ้นั้นมาปรับปรุงแก้ไข และใช้เป็นแรงขับเคลื่อนในการเดินหน้าต่อไปในฤดูกาลที่จะถึงนี้ และท่าทางการเริ่มต้นฤดูกาลที่จะถึงนี้กำลังไปในทิศทางที่ดีทีเดียวสำหรับลิเวอร์พูล หากดูจากการเสริมทัพที่น่าสนใจ และข่าวคราวการสนใจที่จะคว้าตัวนักเตะเข้ามาเสริมทีมหลังจากนี้ รวมถึงการต่อสัญญากับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ดาวซัลโวประจำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วออกไปถึง 5 ปีด้วย ทำให้ทีมพร้อมเดินหน้าต่อไปในฤดูกาลนี้ และพร้อมสานต่อรอความสำเร็จที่ใกล้จะมาถึงเต็มที หากไม่สะดุดขาตัวเองล้มซะก่อน

ผลงานของลิเวอร์พูลในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันนับวันยิ่งดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฤดูกาลที่แล้วที่พาทีมจบอันดับที่ 3 ของตารางพรีเมียร์ลีก แถมยังพา “หงส์แดง” เข้าชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นได้เพียงรองแชมป์ก็ตาม ซึ่งก็เกิดจากความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ รายบุคคลเสียมากกว่า แต่ในรายละเอียดเกมแล้วถือว่าลิเวอร์พูลสู้กับทีม “ราชันย์ชุดขาว” ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว แต่ก็ด้วยประสบการณ์ที่ทีมดังจากแดนกระทิงดุมีมากกว่า ทำให้พวกเขาต้องเป็นฝ่ายปราชัยในท้ายที่สุด

จากความพ่ายแพ้ในคราวนั้นทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำการเสริมทีมทันทีด้วยการดึงฟาบินโญ่ กองกลางตัวตัดเกมตัวหลักจากโมนาโกมาร่วมทีมด้วยค่าตัวกว่า 50 ล้านยูโร รวมถึงนาบี เกต้า กองกลางตัวเก่งจากไลป์ซิก ที่ตกลงกันมาได้ก่อนหน้านี้แล้วด้วย ซึ่งเท่ากับว่าฤดูกาลใหม่ที่จะมาถึงนี้พวกเขาจะมีคู่กองกลางตัวใหม่ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ซึ่งจะมาประสานงานกับซาดิโอ มาเน่ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ที่ยังอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ทั้งหมด ทำให้พวกเขามีทีมที่แข็งแกร่งกว่าฤดูกาลก่อนอย่างมาก ถึงแม้จะเสียเอ็มเร่ ชาน กองกลางชาวเยอรมันที่ไม่ยอมต่อสัญญากับทีมออกไป นี่ยังไม่นับดาวดังที่กำลังตกเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลในเวลานี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเปาโล ดิบาล่า เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์จากยูเวนตุส หรือเซอร์ดาน ชาคิรี่ ปีกร่างเล็กทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์จากสโต๊ค ซิตี้ ที่เตรียมย้ายออกจากทีมแน่นอนเนื่องจากสโต๊คต้องตกชั้นไปเล่นในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิป ซึ่งหากลิเวอร์พูลได้นักเตะเหล่านี้จริง ฤดูกาลนี้อาจจะถึงคราวที่พวกเขาจะเป็นแชมป์แล้วก็ได้