“หงส์แดง” พร้อมลุ้นเต็มตัว

     เป็นเวลากว่า 28 ปีเต็มแล้วที่ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 1989-1990 เรียกว่าสาวก “เดอะ ค็อป” บางคนรอจนรากงอกแล้วก็ยังไม่ได้เห็นทีมรักสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งซักที โดยพวกเขาเกือบทำสำเร็จครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 5 ฤดูกาลที่แล้ว ในยุคการคุมทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส โดยมีสตีเว่น เจอร์ราร์ด และหลุยส์ ซัวเรซ เป็นตัวชูโรง แต่พวกเขาดันมาพลาดท่าในช่วง 3 นัดสุดท้าย จนทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครองในท้ายที่สุด

แต่มาในฤดูกาลนี้พวกเขาถูกมองว่ามีโอกาสกลับมาลุ้นแชมป์แบบเต็มตัวอีกครั้ง หลังจากเสริมทีมได้อย่างน่ากลัวมาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อพวกเขาได้เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ และนาบี เกต้า กองกลางตัวตัดเกมชาวกินีมาร่วมทีม และพึ่งได้ฟาบินโญ่ กองกลางจากโมนาโกมาร่วมทีมอีกรายในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา และเมื่อผนวกกับขุมกำลังที่มีอยู่ก่อนแล้วอย่างซาดิโอ มาเน่ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่แล้ว ทำให้ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งทั้งตัวจริง และตัวสำรองเลยทีเดียว ซึ่งอาจจะแข็งแกร่งกว่านี้อีกหากมีการเสริมทัพเพิ่มเติมก่อนเปิดฤดูกาล ตอนนี้จุดที่น่าจะเป็นจุดอ่อนของทีมเพียงจุดเดียวก็คือตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ยังหาใครมาแทนลอริส คาริอุส และซิมง มิโญเล่ต์ ไม่ได้ และทำท่าว่าน่าจะใช้นายด่าน 2 รายนี้ทำหน้าที่ต่อไปในฤดูกาลหน้าด้วย ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่าผู้รักษาประตูทั้ง 2 รายนี้จะโชว์ฟอร์มได้ดีแค่ไหน ซึ่งอาจจะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในฤดูกาลนี้ก็ได้ หากเกิดความผิดพลาดขึ้นจากตำแหน่งผู้รักษาประตูอีก

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง และเป็นคุณสมบัติของทีมที่จะเป็นแชมป์ลีกได้ก็คือความสม่ำเสมอ ซึ่งลิเวอร์พูลขาดสิ่งนี้มาตลอด และทำให้พวกเขาพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกมาโดยตลอดเช่นกัน ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเก่งกาจมากแค่ไหน ทั้งการที่ทีมสามารถผ่านเข้าไปชิงศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ และยังสามารถโค่นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ทั้งไปทั้งกลับในศึกบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปอีกด้วย ซึ่งทำให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีความสามารถเพียงไหน ติดอยู่ที่ยังขาดความสม่ำเสมอเท่านั้น แต่หากบรรดาตัวหลักของทีมยังโชว์ฟอร์มโดดเด่นเหมือนฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลถือว่ามีสิทธิ์ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบเต็มตัวอย่างแน่นอน

แรงขับจากความผิดหวัง

      ถึงแม้ว่าความพ่ายแพ้ต่อเรอัล มาดริด 1-3 ในรอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จะเป็นความเจ็บปวดสำหรับสาวก “เดอะ ค็อป” ก็ตาม แต่ความพ่ายแพ้บางทีก็มีแง่มุมที่ดีก็ได้ หากนำความพ่ายแพ้นั้นมาปรับปรุงแก้ไข และใช้เป็นแรงขับเคลื่อนในการเดินหน้าต่อไปในฤดูกาลที่จะถึงนี้ และท่าทางการเริ่มต้นฤดูกาลที่จะถึงนี้กำลังไปในทิศทางที่ดีทีเดียวสำหรับลิเวอร์พูล หากดูจากการเสริมทัพที่น่าสนใจ และข่าวคราวการสนใจที่จะคว้าตัวนักเตะเข้ามาเสริมทีมหลังจากนี้ รวมถึงการต่อสัญญากับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ดาวซัลโวประจำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วออกไปถึง 5 ปีด้วย ทำให้ทีมพร้อมเดินหน้าต่อไปในฤดูกาลนี้ และพร้อมสานต่อรอความสำเร็จที่ใกล้จะมาถึงเต็มที หากไม่สะดุดขาตัวเองล้มซะก่อน

ผลงานของลิเวอร์พูลในยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันนับวันยิ่งดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฤดูกาลที่แล้วที่พาทีมจบอันดับที่ 3 ของตารางพรีเมียร์ลีก แถมยังพา “หงส์แดง” เข้าชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นได้เพียงรองแชมป์ก็ตาม ซึ่งก็เกิดจากความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ รายบุคคลเสียมากกว่า แต่ในรายละเอียดเกมแล้วถือว่าลิเวอร์พูลสู้กับทีม “ราชันย์ชุดขาว” ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว แต่ก็ด้วยประสบการณ์ที่ทีมดังจากแดนกระทิงดุมีมากกว่า ทำให้พวกเขาต้องเป็นฝ่ายปราชัยในท้ายที่สุด

จากความพ่ายแพ้ในคราวนั้นทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำการเสริมทีมทันทีด้วยการดึงฟาบินโญ่ กองกลางตัวตัดเกมตัวหลักจากโมนาโกมาร่วมทีมด้วยค่าตัวกว่า 50 ล้านยูโร รวมถึงนาบี เกต้า กองกลางตัวเก่งจากไลป์ซิก ที่ตกลงกันมาได้ก่อนหน้านี้แล้วด้วย ซึ่งเท่ากับว่าฤดูกาลใหม่ที่จะมาถึงนี้พวกเขาจะมีคู่กองกลางตัวใหม่ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ซึ่งจะมาประสานงานกับซาดิโอ มาเน่ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ที่ยังอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ทั้งหมด ทำให้พวกเขามีทีมที่แข็งแกร่งกว่าฤดูกาลก่อนอย่างมาก ถึงแม้จะเสียเอ็มเร่ ชาน กองกลางชาวเยอรมันที่ไม่ยอมต่อสัญญากับทีมออกไป นี่ยังไม่นับดาวดังที่กำลังตกเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลในเวลานี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเปาโล ดิบาล่า เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์จากยูเวนตุส หรือเซอร์ดาน ชาคิรี่ ปีกร่างเล็กทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์จากสโต๊ค ซิตี้ ที่เตรียมย้ายออกจากทีมแน่นอนเนื่องจากสโต๊คต้องตกชั้นไปเล่นในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิป ซึ่งหากลิเวอร์พูลได้นักเตะเหล่านี้จริง ฤดูกาลนี้อาจจะถึงคราวที่พวกเขาจะเป็นแชมป์แล้วก็ได้